Recommend us on Google!

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

สิ่งที่ควรทำ - ไม่ควรทำบนโลกออนไลน์

<b>ธุรกิจเครือข่ายสัขาว(White MLM)</b>

ว่าด้วยเรื่อง "การสื่อสาร" ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน ของเราที่สื่อออกไปเพื่อให้คนอื่นได้รับรู้บนโลกออนไลน์ เราควรที่จะตระหนักและพินิจพิจารณาให้ดีก่อนว่า เป็นคำพูดที่ควรหรือไม่ คำพูดนั้นส่งผลกระทบกับอะไรบ้าง กับใครบ้าง และมีใครจะได้รับรู้บ้าง เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นด้านดีหรือด้านร้ายๆ ก็จะเป็นพลังทวีคูณ กลับเข้ามาสู่ตัวเราเช่นกัน

พระเยซู ได้สรุปหลักธรรม และเป็นกฏที่สำคัญที่สุด กฏหนึ่งของโลก นั่นคือ "จงปฏิบัติตนต่อผู้อื่น เช่นเดียวกับที่ท่านต้องการจะให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อท่าน"

...จึงทำให้ผมต้องเขียนบทความนี้เพื่อ "เตือนสติ" ให้กับตนเอง และ "แบ่งปัน" ให้กับผู้อื่นบนโลกออนไลน์ เพื่อไม่ให้ผิดพลาดเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นกับผม

สิ่งที่ควรทำในการเล่นแชท (คุยกับเพื่อนๆ บนโลกออนไลน์)

เวลาที่เราออนไลน์ ไม่ว่าจะออนไลน์เฟซบุ๊ค เปิดโปรแกรม msn หรือโปรแรม skype ถ้าเราเปิดสถานะว่า "ออนไลน์" นั่นหมายถึงเพื่อนๆ จะคิดว่าเรา "อยู่ที่เครื่อง" ฉะนั้น เมื่อมีคนมาคุยด้วย แต่เราไม่คุย ไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม เราลองคิดดูสิว่า "คนที่มีทักเรา มาคุยกับเราเค้าจะรู้สึกอย่างไร ?" 

...ทั้งๆที่บางครั้ง เราอาจไม่ได้ตั้งใจที่จะไม่ตอบ แต่เราไม่สะดวก อาจออนไลน์ในมือถือ หรือเพราะติดงานอยู่ และอาจไม่ว่างจริงๆ แต่คนอีกฝั่งนึง เค้าไม่รู้กับเราด้วย ! 

ลองมองในโลกความจริงก็ได้ หากเพื่อนเราถามเรา แล้วเราทำเป็นไม่สนใจคำพูดของเพื่อน เฉยเมย...ต่อไปเพื่อนมีอะไร จะมาเล่าให้เราฟังมั้ย ? ...เราต้องไม่ลืมว่า เราต้องอยู่ในสังคม ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในสังคม ต้องเกี่ยวโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง... "โอกาส" ต่างๆก็มักจะมาจากผ้คนที่อยู่รอบตัวเรา แต่ถ้าเราผิดพลาดเรื่องแบบนี้บ่อยๆเข้า นั่นจะแสดงถึง "อุปนิสัย" ของเรา ซึ่งไม่ว่าุเราจะสวย หล่อ เก่ง ขนาดไหน ก็ไม่มีทางเลยที่คุณจะประสบความสำเร็จในระดับสูงหรือได้รับ "โอกาส" ที่ดีได้

มีผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า...คนที่ร่ำรวยและประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น 80% มาจากทักษะที่เกี่ยวกับ "คน" ความสามารถในการเชื่อมโยงเข้ากับคนอื่น การได้รับความไว้วางใจ จนถึงความนับถือจากคนอื่น...ส่วนอีก 20 % ของความสำเร็จทางด้านการเงินนั้น มาจากทักษะความรู้ หรือพรสววรค์ของแต่ละคน
ทีมนักธุรกิจเครือข่ายสีขาว(White MLM Team)
เราเองก็คงรู้สึกไม่ดีแน่ เมื่อเวลาที่เราไปคุัยกับใคร ไม่ว่าจะเป็นโลกความจริง หรือโลกออนไลน์แล้วเค้านิ่งเฉย...แล้วเราต้องทำอย่างไร ถ้าอยากออนไลน์ไปด้วย แต่ก็ต้องทำงานไปด้วย ไม่อยากเปิดๆ ปิดๆ โปรแกรมแชท ?

เราต้องตั้ง "สถานะ" ใหม่ หากเป็น msn , skype , google talk , camfrog ...ฯลฯ ก็ให้เราตั้ง "busy" หรือ "Away" ...เพื่อให้ผู้ที่คุยมาได้รับรู้ และหากเค้ายังจะทักมาอีก แล้วเราไม่ตอบนั่นก็ไม่ใช่เรื่องผิดของเราแล้ว ซึ่งผู้ทักมาก็เตรียมใจไว้แล้ว ว่าอาจไม่มีคนตอบ

แต่ถ้าเป็นเฟซบุ๊ค ให้เราไปที่ เซ็ตตั้งค่าที่มุมขวาล่างหรือขวาบน (สังเกตดอกจันทร์) จากนั้น คลิกเอาเครื่องหมายถูกออกไปก่อนที่ "Available to Chat" ...เพื่อให้เพื่อนไม่เห็นเรา จะได้ไม่ทักมาเวลาเราไม่ว่าง

สิ่งที่ควรทำในการเล่นเฟซบุ๊ค

- คลิก "Like" ทุกครั้ง ที่มีคนพูดในด้านดีๆ คำพูดด้านบวก ที่ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจ ความสามัคคีร่วมกันในสังคม

- แสดงความคิดเห็นแบบไม่กระทบผู้อื่น ไม่สร้างความแตกแยกให้สังคม ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง พร้อมปรับปรุงแก้ไข ยอมรับผิด หากมีความคิดเห็นที่ดีหรือถูกต้องกว่าเข้ามาแทนที่

- สำหรับในกลุ่มต่างๆ ที่ท่านอยู่ร่วมในเฟซบุ๊ค เมื่อมีคำถามเกิดขึ้น เรา"ควรจะ" แสดงความคิดเห็นของตนเอง หากมีกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงจากประสบการณ์ของตนเอง...ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่ได้ถามมา ได้มี "ทางเลือก" ที่เพิ่มขึ้นในทางออกของปัญหานั้นๆ...ซึ่งผมเข้าใจว่าบางครั้ง สิ่งนี้ต้องใช้ "ความกล้า" อยู่พอสมควร

มีนักปราชญ์หลายๆท่าน พูดถึงเกี่ยวกับในเรื่องของ "ความกล้า" ผมขอยกประโยคในเรื่อง "ความกล้า" มาบางส่วน

เดวิด เกรย์สัน บอกว่า "พวกเราล้มเหลวบ่อยๆ เพราะความขี้ขลาด มากกว่าเพราะความกล้าได้กล้าเสีย"

ซี.เอส ลิวอิส กล่าวว่า "ความกล้า ไม่ได้เป็นเพียงคุณธรรมประการหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นรูปแบบการทดสอบของคุณธรรมทุกๆประการ"

"ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ความเสี่ยงของการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากความเสี่ยง"...สตีเฟ่น อาร์ โควีย์ผู้เขียน 7 อุปนิสัยของผู้ทรงประสิทธิผล

"สำหรับพวกเราแล้ว ความกล้าในทางศีลธรรม หมายถึงความสามารถที่จะเอาชนะความกลัวที่จะอับอาย เสียเกียรติ เพื่อที่จะยอมรับความผิดพลาดของตน สารภาพผิด ปฏิเสธที่จะทำตามในเรื่องที่เลวร้าย ฝ่าฝืนคำสั่งซึ่งผิดศีลธรรม"...วิลเลียม แอน มิลเลอร์
ทีมนักธุรกิจเครือข่ายสีขาว(White MLM Team)
สิ่งที่ไม่ควรทำบนโลกออนไลน์ 

- พูดเรื่องการอิจฉา นินทาของผู้อื่นที่มาว่าเรา พูดคำหยาบ โวยวายใส่หน้า "กระดานข้อความ" ในเฟซบุ๊คของตนเองเป็นการระบายอารมณ์...การตะโกน โวยวายในโลกความจริงนั้น มีแค่คนที่อยู่บริเวณนั้น ไม่กี่คนที่รับรู้ แต่บนโลกออนไลน์ บางคนมีเพื่อนเป็นพัน !! มันจะเกิดอะไรขึ้นหรือ ? 

มันสื่อถึงเรื่องของ "ความอดทน" "ขี้บ่น" "โวยวาย" "เจ้าอารมณ์" "คำหยาบ" ทุกอย่างมันแสดงถึง "ตัวตน" ของเราเองทั้งนั้น...นอกจากนั้นแล้ว จากผลการวิจัยมากกว่า 80% ที่อเมริกา แผนก Human resorce ต่างดู "พฤติกรรม" บนโลกออนไลน์ก่อนรับสมัครงานทั้งสิ้น !! 

แล้วเมืองไทยล่ะ ? องค์กรต่างๆ คงไม่พลาดที่จะทำแบบเดียวกัน ในการตรวจสอบ "พฤติกรรม" บนโลกออนไลน์ของคุณ

- เคยไหมที่เราเข้าไปเล่นเกมส์ออนไลน์ เข้าไปเล่นเกมส์ในเฟซบุ๊ค แล้วเราเปิดโปรแกรมแชท ทิ้งไว้ ที่สำคัญยังใส่ "สถานะ" ว่า "ออนไลน์" หลาอยู่แบบนั้น แต่พอมีเพื่อนบนโลกออนไลน์มาทัก เราก็ไม่รู้...เราเคยตระหนักคิด บ้างไหมว่า ผู้อื่นจะรู้สึกอย่างไร ?

ดร.อัลเฟรด แอ๊ดเลอร์ นักจิตวิทยาเรืองนาม ชาวเวียนนา เขียนในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ชีวิตจะมีความหมายแก่ท่านอย่างไรบ้าง" เขากล่าวว่า "บุคคลใดที่ละเว้นการเอาใจใส่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เขาจะดำรงชีวิตอยู่โดยปราศจากความราบรื่น หากเขาจะเป็นมนุษย์ที่มีอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อผู้อื่นด้วย มนุษย์เหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นผู้ห่างไกลจากความก้าวหน้าและความรุ่งเรืองในประการทั้งปวง"

อีกประโยคหนึ่งที่น่าจดจำก็คือ "บุคคลที่น่าจะเปลี่ยนตัวของเขา ให้เป็นตัวของผู้อื่น , และสามารถเข้าใจจิตใจของผู้อื่น , อย่าได้เป็นห่วง ว่าอนาคตของเขาจะไม่ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง"...โอเว่น ดี ยัง กวีโรมัน
ธุรกิจเครือข่ายสีขาว(White MLM)

ผมเคยส่งอีเมล์ที่ผมคิดว่ามีประโยชน์ ให้กับเพื่อนๆของผม ...มีเพื่อนของผมบางคนทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ตอบกลับผ่านอีเมล์ กลับมาว่า "ขอบคุณมากเลยนะคะ มีประโยชน์มากเลยค่ะ" หรือตอบผ่านบล็อก ..."ขอบคุณมากนะครับ คุณซัน..."  

ผมรู้สึกอย่างไรน่ะหรือ กับถ้อยคำสั้นๆเหล่านี้ หัวใจของผมพองโตขึ้นมาอย่างมีความสุข ที่จะทำสิ่งดีๆต่อไป และแน่นอน...เมื่อมีใครก็ตาม ที่ส่งอีเมล์หรือโพสข้อความในเฟซบุ๊ค ส่ง FW-mail สร้างแรงบันดาลใจ ส่งบทความดีๆให้กับผม ถ้าผมรับรู้ ผมจะเข้าไป "Like" หรือ ตอบให้ "กำลังใจ" และ "ขอบคุณ" 

ครั้งนึงผมเคยได้อ่านหนังสือชื่อ "วิธีชนะมิตร และจูงใจคน" ของ เดล คาร์เนกี้ มีประโยคนึงที่โดนใจมาก คือ 

"ถ้าเราต่างเป็นคนใจแคบอย่างน่าชัง จนกระทั่งเราไม่อาจจะช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากการให้คำชมเชยด้วยความสุจริตใจเพียงนิดหน่อย โดยไม่ได้หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทน , ถ้าเราต่างมีจิตวิญญาณอันมีขนาดไม่โตไปกว่าผลพุทราเช่นนี้...นั่นหมายความว่า เราเป็นบุคคลที่สมควรอย่างยิ่งแล้วที่จะประสบความล้มเหลวในชีวิต" 

ผมหวังว่าทุกท่านจะทำให้ผู้คนบนโลกของเรามีความสุข มีสันติภาพ และอยู่กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ให้อภัยกันเมื่อผิดพลาด ซึ่งทุกอย่างสามารถเป็นไปได้ หากเราร่วมมือกัน

Heal The World

"ขยายความเป็นจริงของคุณไปยังจุดที่คุณไล่ตามสิ่งที่คุณรักที่จะทำ
และ ทำมันอย่างยอดเยี่ยม พาตัวเองไปเกี่ยวข้องกับระดับพลังงานที่สูง
ของความไว้วางใจในแง่ดี , ความชื่นชม , ความเคารพ , ความสุขและความรัก
เมื่อคุณร่วมในทุกกิจกรรมในชีวิตของคุณ"
 ดร. Wayne Dyer
Read more ...

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

กรณีศึกษาที่ 1 "ระบบการตลาดแบบดึงดูด"

<b>กิตติชาญ ภคภาพรวงศ์</b>
ประเด็นที่จะเอามาเล่าให้ฟังวันนี้เป็นเรื่องที่แปลกพอสมควร และคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่กำลังจะทำ หรือทำธุรกิจออนไลน์อยู่แล้วได้เลยอยากแบ่งปัน

หลังจากที่ผมได้ส่งบทความ "เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์...ยังไง ?" ก็มีคนติดต่อกลับมาบ้างพอสมควร... เนื่องจากคนใน "ระบบอีเมล์มาเก็ตติ้ง(Email Marketing)" นั้นมีประมาณร้อยกว่าอีเมล์...ซึ่งไม่ได้เยอะอะไร มีคนทำได้มากกว่านี้หลายสิบเท่าสำหรับนักการตลาดเครือข่ายออนไลน์ 

เรื่องนี้เกิดขึ้นจาก หลังจากที่โพสบทความ ก็มีคนโทรเข้ามา (ขอเรียกว่า "คุณโจ้")...หลังจากถามชื่อแนะนำตัวอะไรเรียบร้อยแล้วคุณโจ้ ก็สอบถามว่า 

"หากจะเริ่มต้นทำธุรกิจออนไลน์ ผมต้องเริ่มอย่างไรดี ? " 

ผมจึงถามกลับไปว่า "หลังจากอ่านบทความ 'เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์...ยังไง ?' คุณโจ้อยู่กลุ่มไหนครับ ?" ...คุณโจ้ตอบว่า "ต้องการทั้ง 2 กลุ่ม ผมต้องจ่าย 9,000 บาทก่อนไหม ? แล้วจึงได้ร่วมธุรกิจเครือข่ายด้วย ?" 

ผมจึงบอกไปว่า "หากคุณโจ้ลงทุนทำธุรกิจเครือข่ายกับผม เงิน 9,000 บาทนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องเสีย !! " แต่ผมก็ย้ำต่อว่า "คุณโจ้อ่านคุณสมบัติผู้เรียนข้อที่สามชัดเจนแล้วใช่ไหม ?" 

ซึ่งคุณสมบัติข้อนั้น บอกไว้ว่า...

"มองโลกในแง่ดี รักการเรียนรู้ รักการพัฒนาตนเอง เป็นคนดี จริงใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น...พร้อมที่จะถ่ายทอดความรู้ โดยไม่ปิดบังเคล็ดลับในการทำธุรกิจ ให้กับคนรุ่นใหม่ และ พร้อมใจที่จะช่วยเหลือสังคม ชุมชน เพื่อนมนุษย์ที่ประสบภัยธรรมชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ"

คุณโจ้ตอบว่า "ครับ ผมได้อ่านแล้ว"

<b>ระบบการตลาดแบบดึงดูด (Attraction Marketing)</b>
จากนั้นเราก็นัดเจอกันที่ออฟฟิศของบริษัท และนี่คือบทสนทนาที่ผมได้คุยกับคุณโจ้...

ผมถาม : คุณโจ้เจอผมจากไหนครับ บนโลกออนไลน์ ?

คุณโจ้ตอบ : พอดีผม search หาคำว่า "น้ำมันปลา ธุรกิจเครือข่าย" ซึ่งเว็บของคุณซันก็ไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ ด้วย แต่ผมก็หาข้อมูลไปเรื่อยๆ ในหน้าแรกจนเจอ !

....โอ้ว ผมยังอยู่ในหน้าแรกแฮะ (ผมคิดในใจ) แต่คำค้นหาแบบนี้ผมคิดไม่ถึงจริงๆ 

ผมถาม : นอกจากบทความน้ำมันปลาแล้ว คุณโจ้ได้อ่าน "ระบบการตลาดแบบดึงดูด(Attraction Marketing)" ที่ผมเขียนไว้ในบล็อกผมหรือเปล่า ?

คุณโจ้ตอบ : ครับ ผมอ่านหมดเลย

....อ้อ นี่ก็แสดงว่า บทความที่ผมเขียนมาเนิ่นนาน ส่งผลแล้วสินะ 

คุณโจ้ถามผมกลับบ้าง : แล้วไม่มีการเขียนแผน หรือ สินค้าอะไรให้ดูเลยหรือ ? 

ผม : ผมจึงเอาโทรศัพท์ผมให้ดู ซึ่งมีคลิปแผนธุรกิจอยู่ในนั้น... ส่วน สินค้า ผมก็ชี้ไปที่ บริเวณรอบๆของบริษัท ซึ่งวางโชว์อยู่ และพูดแนะนำเฉพาะสินค้าเด่นๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากมาย เนื่องจากบริษัทมีผู้เชี่ยวชาญอบรมให้อยู่แล้ว

วันที่ผมไปพบคุณโจ้นั้น ผมไม่ได้เตรียมอะไรไปนำเสนอแบบนักธุรกิจทั่วไปเลย มีเพียงกระเป๋าเล็กๆ ใส่โทรศัพท์ หูฟังและปากกาแค่นั้น แม้แต่ใบสมัคร ผมก็ไปซื้อที่นั่น !

หลังจากนั้นเราคุยกันอีกพอสมควร... ระบบของผมออนไลน์"เกือบจะ"ทั้งหมด เรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีซึ่ง มือถือก็ใช้เรียนรู้และทำงานได้ !! สุดท้าย...คุณโจ้ก็สมัครร่วมทำธุรกิจเครือข่ายกับผม และพร้อมที่จะเรียนรู้โลกของธุรกิจเครือข่ายออนไลน์ โดยมีคำจำกัดความในการทำงานว่า "ทำงานได้ทั่วทุกมุมบนโลก"
<b>ระบบการตลาดแบบดึงดูด(Attraction Marketing)</b>
คุณอาจจะถามว่า เป็นไปได้หรือกับการระบุคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการเข้าร่วมธุรกิจเครือข่ายกับเรา ? 

นี่ืคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คุณโจ้มีตัวตนอยู่จริง ผมไม่เคยรู้จักคุณโจ้มาก่อนในโลกออฟไลน์ !...พลังของอินเตอร์เน็ต ทำให้ผมได้ผู้ร่วมงานเป็นคนที่มีคุณสมบัติตามที่ผมเคยคิดไว้ คือ 

1) เคยทำธุรกิจเครือข่ายมาก่อน ---> รู้พลังแห่งการตลาดเครือข่ายเป็นอย่างดี เคยทำอย่างลองผิดลองถูก เอาชนะความกลัวจากคำปฏิเสธต่างๆ ด้วยวิธีการแบบออฟไลน์มาแล้ว ...ซึ่งเหมือนกับผมทุกอย่าง

2) รักการเรียนรู้ ---> คุณโจ้ชอบอ่านหนังสือสไตล์ธรรมะประยุกต์ หรือการปรับสภาพจิตใจ อย่างเช่นผลงานของนักเขียน "ดังตฤณ" ผู้เขียน "เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน","เตรียมเสบียง ไว้เลี้ยงตัว" หรือ "ฐิตินาถ ณ พัทลุง" ที่มีผลงานเขียนเด่นๆคือ "เข็มทิศชีวิต" นอกจากนั้นแล้วคุณโจ้ยังอ่านหนังสือแนวธุรกิจอย่าง โรเบิร์ต คิโยซากิ ผู้เขียนหนังสือชื่อก้องโลกอย่าง "พ่อรวย สอนลูก" อีกด้วย 

...นี่ก็เหมือนกับผม ที่รักการอ่านหนังสือ เพียงแต่ผมไม่ได้ทำงานประจำ เลยมีเวลาอ่านได้มากกว่า หลากหลายกว่า และเข้าสู่การสร้างทักษะบนโลกออนไลน์ ก่อนคุณโจ้เท่านั้นเอง ไม่ได้เก่งกว่าคุณโจ้แม้แต่น้อย...จากนั้นผมก็รู้อีกทีว่า คุณโจ้นั้นเป็นเภสัชกร จบมาจาก จุฬาฯ โดยรหัสรุ่น ที่เรียนนั้นเป็นรุ่นพี่ผมหนึ่งปี

<b>The secret</b>
ผมเคยอ่านเรื่องของ "The secret" จาก "รอนด้า เบิร์น" 
"The Secret สุดยอดคนรุ่นใหม่" ของ "พอล แฮริงตัน" และล่าสุดตอนนี้ 
"The Meta secret" ของ "ดร.เมล์ กิล" กับ 
"The Power พลังแห่งความรัก" ของ "รอนด้า เบิร์น" 
ซึ่งทุกเล่มที่กล่าวมาเป็นเรื่องของ "กฏแห่งแรงดึงดูด" 
และถ้าจะให้ผมพูดสรุปสั้นๆ 
จากหนังสือที่ผมอ่านมาทั้งหมดนี้ก็คือ 
"ทุกสิ่งที่ท่านคิด ทุกสิ่งที่ท่านพูดอยู่สม่ำเสมอ สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริง !! ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่พบเจอ ผู้คนที่ท่านจะได้พบ ทุกอย่างล้วนมาจากสิ่งที่ท่านคิดทั้งนั้น !!"

พลังของอินเตอร์เน็ต ทำให้เห็นภาพนี้ได้ชัดเจน
และเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น...ซึ่งนี่แหล่ะครับ
  "ระบบการตลาดแบบดึงดูด(Attraction Marketing)"   และนี่แหล่ะครับ...เส้นทางของ
"ทีมนักธุรกิจเครือข่ายสีขาว(The White MLM Team)"



"ความก้าวหน้าของมนุษยชาติ ไม่ได้อยู่ที่การค้นพบ
แต่อยู่ที่การค้นพบเหล่านั้น ถูกนำไปประยุกต์ใช้"
บิล เกตส์

กิตติชาญ ภคภาพรวงศ์ (ซัน) ผู้นำทีมธุรกิจเครือข่ายสีขาว
สร้างมิตรภาพ...ด้วยหัวใจ
Read more ...

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

จุดกำเนิดแห่งธุรกิจเครือข่ายสีขาว

White MLM
ธุรกิจเครือข่ายยุคเก่านั้นติดภาพดำมืดมิดมานาน เพราะผู้นำของแต่ละบริษัทต้องกระตุ้นกันเรื่องรายได้มากๆ ทำให้คนที่เข้าไปคิดว่าง่าย จะได้ปิดสมัครได้เลย !!...แต่เรื่องนี้ไม่มีใครถูกใครผิด เพราะทุก "การเดินทาง" มาที่บริษัทล้วนมี "ต้นทุน" ..."เวลา" ก็คือ "ต้นทุน"  ดังนั้นจะว่าผู้นำแต่ละคนไม่ได้...ถ้าผลรับไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่เค้ากระตุ้นก็จงโทษตนเองใน"ความไม่รู้" และขอให้รับผิดชอบกับชีวิตตนเองเต็ม 100 %

ผู้มีปัญญานั้นจะต้องรับรู้เองถึง"ความเป็นไปได้"ใน"โอกาส"ของสิ่งที่เค้ากระตุ้นกัน...และหากมองด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง จะพบว่า การกระตุ้นนั่นเป็นสิ่งที่ดีซะอีก เพราะมันช่วยให้เราขจัดอุปนิสัยแย่ๆ อย่างเช่น การผัดวันประกันพรุ่ง หรือการคิดเพ้อฝันแต่ไม่ลงมือทำออกไป  แล้วการกระตุ้นให้เราเห็นความหวังและความฝัน นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรือ ?
<b>ธุรกิจครือข่ายสีขาว(White MLM)</b>
นอกจากนั้นแล้ว ยังมีนักศึกษามากมายที่ต้องการสร้างรายได้จากอินเตอร์เน็ต แต่เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ และหลงเข้าไปในวังวนของแม่ทีมที่ไม่เข้าใจเรื่อง"ศาสตร์การตลาดออนไลน์" ...ใช้วิธีการ...สแปมเมล์ (ดูดอีเมล์จากเว็บต่างๆ แล้วไปส่งอีเมล์ ทีละหลายร้อย - หลายหมื่นอีเมล์เพื่อโฆษณาสินค้าและบริการ) ...ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย !! ทั้งยังสร้างความรำคาญให้ผู้อื่น และไม่มีประสิทธิผลในการตอบรับกลับมาอีก ...คนที่ได้ทำต่างก็รู้ๆกัน

อีกกลุ่มก็คือ การสแปมเฟซบุ๊ค ที่ใช้วิธีการ "Tag" ชื่อผู้อื่นลงบนรูปโฆษณา สินค้าและบริการ จัดเข้า Groups บนเฟซบุ๊คและโฆษณาธุรกิจของตนเองไปทั่ว มั่วไปหมด...ซึ่งเราทุกคนต่างก็รู้ ว่าสร้างความรำคาญให้ผู้อื่น ไม่มีผลตอบรับกลับมา หรือมีก็น้อยมากกกกก...ผมชื่นชมในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของคนกลุ่มนี้...เพียงแต่คนที่ทำแบบนี้ทุกคนก็ต้องถามตนเองด้วยว่า "หากวิธีการแบบนี้ได้ผลจริงๆ แต่ต้องรบกวนคนอื่นอยู่เป็นประจำ คุณจะมีความสุขหรือไม่ ?" ลองพินิจพิจารณาดู 

คำนิยามของ "ธุรกิจเครือข่ายสีขาว (White MLM)" คือ เครือข่ายธุรกิจที่มุ่งเน้นพัฒนาทักษะทั้งออฟไลน์และออนไลน์ให้กับนักธุรกิจทุกคน

โดยต้องไม่ปิดบังเคล็ดลับในการทำธุรกิจ ซื่อสัตย์ จริงใจ ตรงไปตรงมาต่อผู้ร่วมทำธุรกิจ จนถึงลูกค้า ผู้ใช้สินค้าและบริการจากเรา

นอกจากนั้น ต้องพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้คน ชุมชน สังคม ประเทศให้มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

ผู้ที่เข้าใจ "วิธีคิด" ของโมเดลธุรกิจเครือข่าย(Multi Level Marketing) ที่แท้จริงจะพบว่า ธุรกิจเครือข่ายนี้ ไม่ใช่ให้เข้าไป เพื่อที่จะกอบโกยรายได้ แต่ให้เข้าไปเรียนรู้ ศึกษา ลงมือทำ บนโลกแห่งการค้าขายและพัฒนาทักษะ ด้วยการ "ลงมือทำจริงๆ"  ไม่ใช่อิงเพียง"ทฤษฎี" อย่างที่เราเคยเรียนมาในระบบการศึกษา
<b>ธุรกิจครือข่ายสีขาว(White MLM)</b>

ซึ่งทักษะของโลกยุคใหม่นี้จะแบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ (1) ทักษะบนโลกออฟไลน์ (2) ทักษะบนโลกออนไลน์

หลังๆมานี่ผมชอบเขียนบล็อกแบบคำถาม-คำตอบ เพราะมองว่าเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายดี สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาเรียนรู้ที่บล็อกแห่งนี้ และนี่ก็คือ คำถาม-คำตอบที่คุณอาจจะสงสัย...

1) อะไรบ้างที่เป็นทักษะในโลกออฟไลน์ ?

- ทักษะการเป็นผู้นำ , ทักษะการตลาดออฟไลน์ , ทักษะการสื่อสาร , ทักษะการโน้มน้าวใจ , ทักษะการพบปะผู้คน , ทักษะการพูดจูงใจ , ทักษะการสร้างความน่าเชื่อถือ , ทักษะการเอาชนะความกลัว , ทักษะการบริหารเวลา , ทักษะการบริหารการเงิน , ทักษะการบริหารคน , ทักษะการตั้งเป้าหมาย , ทักษะการคิด , ทักษะการสร้างระบบการทำงาน และ .....ฯลฯ

2) อะไรบ้างที่เป็นทักษะในโลกออนไลน์ ?

- ทักษะการเขียนบล็อก ---> เหมือนมีสำนักพิมพ์หรือหนังสือเป็นของตนเอง 
- ทักษะการสร้างเว็บไซท์ ---> เหมือนมีร้านค้าหรือแบรนด์สินค้าเป็นของตนเอง 
- ทักษะการสร้างวิดีโอ ---> เหมือนมีช่องทีวีเป็นของตนเอง
- ทักษะการทำ SEO ---> เป็นการทำให้แบรนด์สินค้าหรือตัวคุณเองเป็นที่รู้จัก ให้ติดอันดับต้นๆของ search ใน google ซึ่งจะนำมาสู่ยอดขาย และการดูแลลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น
- ทักษะการตกแต่งภาพ ---> มีอาชีพเกิดขึ้นมากมายจากการแต่งภาพ ทำกราฟฟิกดีไซน์ ทำป้ายโฆษณา
- ทักษะการใช้ Fan page บนเฟซบุ๊ค  ---> เฟซบุ๊คนั้น"เกือบจะ" รวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ด้วยกัน เป็นทั้งร้านค้าออนไลน์ ทั้งการทำการตลาด การดูแลฐานลูกค้า มีเว็บบอร์ด สร้างกิจกรรม ประชาสัมพันธ์งานต่างๆ ให้กับองค์กรและธุรกิจของตนเองได้ฟรี !! ใครที่พลาดการดึงประสิทธิภาพจากเฟซบุ๊ค ต่อไปจะแข่งกับผู้อยู่ในธุรกิจเดียวกันได้ยากมาก 
- ทักษะการสร้างแบรนด์ตนเอง ---> เมื่อคุณมี"ผลงาน"บนโลกออนไลน์ คุณไม่จำเป็นต้องขายอะไรหรอก คุณก็ขายตัวคุณนั่นแหล่ะ
- ทักษะการตลาดออนไลน์ต่างๆอีกมากมาย
<b>ธุรกิจเครือข่ายสีขาว(White MLM)</b>
3) ทำไมผมถึงต้องเน้นว่าคุณต้องมีทักษะบนโลกออนไลน์ มิฉะนั้นไม่ว่าคุณจะทำอะไร ก็สำเร็จยากขึ้นเรื่อยๆ ?

- ลองคิดภาพนักดาบที่เก่งที่สุดแห่งยุคเก่าพบกับมือปืนสมัครเล่นยุคนี้สิ !...มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ใช้เครื่องทุ่นแรงมาแต่ไหนแต่ไร...เมื่อมี"สิ่งใหม่"เกิดขึ้นมาและไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง สังคม ประเทศ นั่นมันไม่ทำให้เราพลาดโอกาสอะไรบางอย่างหรือ ?

- ถ้าคุณทำงานเป็นเซลล์ขายของซักอย่างหนึ่งให้บริษัท ไม่ว่าสินค้านั้นจะเป็นอะไรก็ตาม แ้ล้วคุณมีคู่แข่ง ที่ขายสินค้าเหมือนกันกับคุณ...ถ้าคู่แข่งของคุณมีเว็บไซท์ มีการเขียนบล็อกแสดงถึงความเชี่ยวชาญ และทำ SEO ได้"ชื่อแบรนด์สินค้า" นั้น อยู่ในอันดับต้นๆของ search engine แถมยังมีหน้า Fan page บนเฟซบุ๊ค ไว้ให้บริการ ซักถามปัญหาการใช้สินค้าชนิดนั้น พร้อมโต้ตอบรวดเร็วทันใจ...คุณลองคิดดูสิ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...? ธุรกิจของคุณจะเป็นอย่างไร...? 

4) คุณต้องเรียนรู้ทุกอย่างไหม ?

- เรียนรู้น่ะ ทุกอย่าง แต่ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง ลองเล่นกับจุดแข็งและบริหารจุดอ่อนของคุณ...ทักษะบนโลกออนไลน์ที่ผมบอกมาข้างบน นั้นต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้มา แต่มัน "คุ้มค่า" ที่จะทำ เพราะถ้าคุณไม่เรียนรู้ คู่แข่งคุณก็พร้อมจะเรียนรู้ !!

- ลองหาจุดแข็งทักษะบนโลกออนไลน์ของคุณ...คุณทำอะไรแล้วมีความสุขที่สุดกับทักษะบนโลกออนไลน์ จงเริ่มจากสิ่งนั้น !! วิธีการหาก็คือ คุณ"รู้สึก"ว่าอะไร ที่คุณทำได้ง่าย และคนอื่นบอกว่ายาก นั่นแหล่ะ สวรรค์ของคุณ !!

- ทักษะบนโลกออนไลน์ที่ผมบอกมา ทั้งหมดนั้นล้วนมีอยู่บนอินเตอร์เน็ตทั้งหมด !! ให้คุณเรียนรู้อยู่แล้ว เพียงแต่...ถ้าคุณไม่มีผู้นำทาง คุณก็จะเสียเวลา และ"ผู้นำทาง"นั้น คุณก็ต้องเลือกเอง ว่าใครเหมาะสม  และคิดว่าเค้าจะช่วยคุณได้มากที่สุด ?
<b>ธุรกิจเครือข่ายสีขาว(White MLM)</b>

5) จากคำนิยามของ"ธุรกิจเครือข่ายสีขาว(White MLM)" ที่ว่า "ไม่ปิดบังเคล็ดลับในการทำธุรกิจ" มีความหมายว่าอย่างไร ?

- ความจริงทุกธุรกิจ ทุกคนที่ร่ำรวยต่างมี"สูตรสำเร็จ" แต่ใครเค้าจะไปบอกคุณล่ะ ? เพราะถ้าเค้าบอกเคล็ดลับการทำธุรกิจไป เกิดคุณไปเป็นคู่แข่งเค้าขึ้นมาล่ะ ? ดังนั้นเค้าจะบอกคุณก็แค่เฉพาะ "บางส่วน" เท่านั้น โดยเฉพาะงานที่ให้คุณทำงานให้เค้านั่นแหล่ะ

- มันไม่ใช่ความผิดของใครหรอกเพราะแต่ละคน แต่ละบริษัทกว่าจะได้"สูตรสำเร็จ"ในธุรกิจของตนต่างต้องลองผิดลองถูก ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต้องแลกมาซึ่งหยาดเหงื่อ หยดเลือด และคราบน้ำตา...ดังนั้นหลายๆ ธุรกิจ และองค์กรจึงต้องเก็บ"สูตรสำเร็จ"นี้เอาไว้ 

- มองในมุมธุรกิจเครือข่ายบ้าง...นี่อาจเป็นอีกข้อดีและความสวยงามของธุรกิจนี้เลย..เพราะ...คุณจะประสบความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายมากแค่ไหน ก็ต่อเมื่อคุณช่วยให้คนอื่นให้ประสบความสำเร็จมากแค่นั้น...หมายถึง จำนวนคนที่คุณช่วยเหลือ คือความสำเร็จเป็นทวีคูณของคุณ 

- แต่ก็มีน้อยคนที่จะประสบความสำเร็จได้(ในโลกของออฟไลน์) เพราะ...ทักษะในโลกของออฟไลน์ คือทักษะที่จะต้องใช้เวลาฝึกฝนทั้งชีวิต !! ดังนั้นคนที่อยู่รอดได้จึงมีเพียงน้อยนิสสส (หากเป็นภาษาอังกฤษผมจะใส่เอสเข้าไปด้วยหลายๆตัว)

อย่างไรก็ตาม ลองเข้าร่วม "กลุ่ม" บนเฟซบุ๊ค และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับพวกเราดู กลุ่มนี้จะไม่มีการโฆษณาให้รกหู รกตา มีผู้ดูแล ที่ออนไลน์เกือบตลอด 24 ชม. ...ผมเชื่อว่า ทุกคนที่ "เปิดใจ" ให้กับธุรกิจเครือข่าย จะได้ประโยชน์ จากการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ในกลุ่มนี้อย่างแน่นอน เชิญคลิกด้านล่างนี้เพื่อเข้าร่วมกลุ่มเพื่อการเรียนรู้ได้เลยครับ

<b>ธุรกิจเครือข่ายสีขาว(White MLM)</b>


"เมื่อ...คนทั้งหมดในโลก...รักคนๆอื่น 
คนแข็งแรง...ก็จะไม่มีำอำนาจเหนือ...คนอ่อนแอ
คนส่วนมาก...จะไม่กดขี่...คนส่วนน้อย
คนมั่งคั่ง...จะไม่ล้อเลียน...คนยากจน
คนมีเกียรติ...จะไม่ดูหมิ่น...คนต่ำต้อย
และคนเจ้าเล่ห์...จะไม่หลอกลวง...คนไม่ฉลาด"
ม่อจื้อ 
นักปราชญ์จีนผู้ยิ่งใหญ่
Read more ...

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์...ยังไง ?

ความสำคัญของการตลาดออนไลน์


InternetOKการเริ่มต้นธุรกิจออนไลน์
ผมขอแบ่งผู้สนใจออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่ 1

- ผู้สนใจใน ธุรกิจเครือข่าย 
- ผู้ต้องการเป็นสร้างธุรกิจออนไลน์ และยังไม่มีสินค้าที่จะขาย-ทำการตลาด
     
ลงทุนเปิดศูนย์ธุรกิจประมาณ 9,000 - 10,000 บาท 

- ได้สินค้าใช้เองและทำการตลาดครบตามจำนวนเงินลงทุน

- เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์แห่งการตลาดออนไลน์ด้วย "ระบบการตลาดแบบดึงดูด (Attraction Marketing)" กับผมได้ตลอดชีวิต โดยเรียนรู้ทั้งออฟไลน์และออนไลน์

- ได้เข้าร่วม "กลุ่มลับ" ที่มี "วิธีการทำงาน" ให้คุณเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถสอบถามได้ เสมือนมีที่ปรึกษาออนไลน์ ***

- สิทธิ์เรียนฟรีแบบออฟไลน์ตลอดชีวิต กับสถาบัน InternetOK คลิกดูรายละเอียดที่นี่เพิ่มเติม

- ได้เข้าร่วมอบรมพัฒนาศักยภาพตนเองทั้งออฟไลน์และออนไลน์ จากทีมงานผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านสุขภาพ และการสร้างธุรกิจบนโลกออนไลน์ด้วยการลงมือทำจริงๆ

- ได้เข้าร่วมสังคมแห่งการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรียนรู้ร่วมกัน ให้เกียรติกัน สังคมที่มองโลกในแง่ดี และมีเป้าหมายในชีวิต 
InternetOK
คอร์สอบรมอินเตอร์เน็ต กลุ่มที่ 2 คอร์สอบรมอินเตอร์เน็ต

- ผู้ที่ต้องการค้าขายบนโลกออนไลน์   
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มยอดขายด้วยศาสตร์การตลาดออนไลน์ 
- ผู้ที่เป็นพนักงานขายประกัน หรือเซลล์ขายสินค้าให้บริษัทต่างๆ
- ผู้ที่มีร้านค้าอยู่แล้ว แต่ต้องการโปรโมทร้านค้าของตนเองให้เป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์

คอร์สนี้ ราคา 3,800 (1-2 คน) 

- ใช้เวลาเรียน 6 ชั่วโมง โดยสอนวันเดียวเท่านั้น (เรื่องเวลานัดอีกครั้ง)

- เรียนแบบออฟไลน์ พบกับผม 1-1 หรือ 1-2 (เรียนพร้อมกับเืพื่อนของท่าน) ในที่สาธารณะเท่านั้น

- ได้เข้าร่วม "กลุ่มลับ" ที่มี "วิธีการทำงาน" ให้คุณเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถสอบถามได้ เสมือนมีที่ปรึกษาออนไลน์ ***

- สิทธิ์เรียนฟรีแบบออฟไลน์ตลอดชีวิต กับสถาบัน InternetOK คลิกดูรายละเอียดที่นี่เพิ่มเติม



 คุณสมบัติและสิ่งที่ต้องมีของผู้เรียน ?

คุณสมบัติ กลุ่มที่ 2

- มีพื้นฐานการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตพอสมควร
- โน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ที่สามารถต่ออินเตอร์เน็ตได้ ของตนเอง 1 เครื่อง

คุณสมบัติ กลุ่มที่ 1 

- คุณสมบัติทั้งหมดใน กลุ่มที่ 2
- มองโลกในแง่ดี รักการเรียนรู้ รักการพัฒนาตนเอง มีความจริงใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น...และพร้อมใจที่จะช่วยเหลือสังคม ชุมชน ประเทศ จนถึงมนุษยชาิติ

ขั้นตอนการสมัครเรียน

1) โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารได้ดังต่อไปนี้

- ธนาคารกสิกร ชื่อบัญชี กิตติชาญ ภคภาพรวงศ์ สาขา ซีคอนฯ เลขที่บัญชี 095-205-4599 บัญชีฝากออมทรัพย์
ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี กิตติชาญ ภคภาพรวงศ์ สาขา อิมพีเรียล เวิล์ด ลาดพร้าว เลขที่บัญชี 224-243-2764 บัญชีฝากออมทรัพย์

2) ส่งอีเมล์มาบอกที่ sunpharma26@gmail.com โดยให้มีข้อมูลดังนี้ "ชื่อและเบอร์โทรของคุณ" "หมายเลขอ้างอิง" "ธนาคารและจำนวนเงินที่โอน" 

3) วันที่เรียนจะแจ้งอีกครั้งผ่านอีเมล์ หรือทางโทรศัพท์ หากผมได้รับอีเมล์แล้วจะตอบกลับ 

สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ : กิตติชาญ (ซัน) ภคภาพรวงศ์
โทร : 081-340-4170 (D-Tac)
...ขอบคุณทุกท่านครับ...
รับทิป เทคนิค ข่าวสารใหม่ๆ ด้านการตลาดออนไลน์ คลิก "Like" ที่นี่

Read more ...

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

รวมบทความด้านการพัฒนาตนเอง

พัฒนาตนเอง(Self development)

♡ งานเลี้ยงชีพกับงานสร้างฝัน

......แรงบันดาลใจ......

♡ หูหนวกเล่นไวโอลิน  ฟังเสียงหัวใจของตนเอง แล้วก้าวข้ามคำดูถูกของผู้อื่น

......ชีวิตดี..อยู่ที่การเลือก......


......ชีวประวัติบุคคล......


------------------------------------------------------  
"มีคนมากมายที่คิดอยากเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ 
แต่มีคนเพียงน้อยนิดที่คิดจะเปลี่ยนแปลงตนเอง" 
ลีโอ ตอลสตอย 

ภก.กิตติชาญ ภคภาพรวงศ์ (ซัน) ผู้นำธุรกิจเครือข่ายสีขาว
Tel: 081-340-4170 (D-Tac) 
Read more ...

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์ 10 ประการของไข่

ไข่(egg)
เรื่องของไข่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราหลายๆคนอาจกินกันทุกวัน วันนี้ผมเจอบทความนึงเกี่ยวกับไข่ เลยอยากนำมาแบ่งปันเพื่อนๆครับ โดยข้อมูลมาจาก www.healthtoday.net/ 


ตั้งแต่ต้นปีมาคงไม่มีอาหารชนิดไหนร้อนแรงเกิน “ไข่” ไม่ใช่เพราะว่าคนไทยหันมากินไข่กันมากขึ้น แต่เป็นเพราะไข่ ได้กลายเป็นประเด็นแห่งชาติ เมื่อรัฐบาลมีดำริว่าควรจะขายไข่เป็นกิโล จากที่เคยขายกันเป็นฟองมาแต่ครั้งโบร่ำโบราณ ด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อทำให้ไข่มีราคาถูกลง 

      แต่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ข่าวนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไข่ ซึ่งจัดได้ว่าเป็นอาหารหลักของคนทุกชนชั้นทุกชาติ จากประโยชน์ที่ไข่มอบให้กับร่างกายของคนเรานั่นเอง และต่อไปนี้คือ ประโยชน์ 10 ประการจากการบริโภคไข่ ซึ่งบางอย่างคุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน



1. ไข่เป็นอาหารที่ดีสำหรับดวงตา ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การรับประทานไข่วันละฟองอาจจะช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม ทั้งนี้เนื่องมาจากสารคาโรทีนอยด์ที่อยู่ในไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูทีน (lutein) และซีแซนทีน (zeaxanthin) ซึ่งเป็นสารที่พบบริเวณตา โดยฉาบอยู่บนผิวของเรตินา เพราะร่างกายจะได้รับสารอาหารทั้งสองอย่างนี้โดยตรงจากไข่มากกว่าอาหารชนิดอื่น


2. ไข่ทำให้เป็นต้อกระจกน้อยลง จากผลการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งนักวิจัยยังพบว่า คนที่กินไข่ทุกวันมีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อกระจกน้อยลง อันเนื่องมาจากลูทีนและซีแซนทีนในไข่ดังได้กล่าวมาแล้ว

3. ไข่อุดมไปด้วยโปรตีน โดย 1 ฟองจะมีโปรตีนคุณภาพดี 6 กรัม และกรดอะมิโนสำคัญอีก 9 ชนิด

4. ผลจากการทำวิจัยโดยมหาวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ดพบว่า ไม่มีความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างการบริโภคไข่กับการเกิดโรคหัวใจ แถมยังมีผลการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่พบว่า การบริโภคไข่เป็นประจำยังช่วยป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน เส้นเลือดอุดตันในสมอง และภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน



5. ไข่เป็นแหล่งโคลีนที่ดี โดยโคลีนอยู่ในกลุ่มของวิตามินบี จัดเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการควบคุมการทำงานของสมอง ระบบประสาท และระบบไหลเวียนของเลือด โดยไข่ 1 ฟองจะมีโคลีนมากถึง 300 ไมโครกรัม


6. ไขมันในไข่มีคุณภาพดี ไข่ 1 ฟองมีไขมันอยู่ 5 กรัม และมีเพียง 1.5 กรัมเท่านั้นที่เป็นไขมันชนิดอิ่มตัว

7. แม้ว่าออกจะขัดแย้งกับความเชื่อเดิมๆ แต่งานวิจัยชิ้นใหม่กลับพบว่า การบริโภคไข่แต่พอสมควรจะไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อปริมาณคอเลสเตอรอล มิหนำซ้ำยังมีการศึกษาพบเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การบริโภคไข่วันละ 2 ฟองเป็นประจำวันไม่มีผลกระทบต่อระดับไขมันในร่างกาย นอกจากนั้นอาจจะช่วยทำให้ไขมันดีขึ้น โดยผลการวิจัยกล่าวว่า ไขมันอิ่มตัวจะทำให้ระดับคอเรสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าคอเลสเตอรอลที่อยู่ในอาหาร



8. กินไข่ได้วิตามินดี เพราะไข่เป็นอาหารเพียงชนิดเดียวที่เป็นแหล่งวิตามินดีตามธรรมชาติ

9. ไข่อาจจะช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม โดยผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า ผู้หญิงที่รับประทานไข่ 6 ฟองต่อสัปดาห์ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านมลงร้อยละ 44


10. ไข่ทำให้เส้นผมและเล็บมีสุขภาพดี เพราะว่าไข่มีซัลเฟอร์สูง รวมถึงยังมีวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด หลายคนจึงพบว่าผมยาวเร็วขึ้นหลังจากที่เพิ่มไข่เข้าไปในอาหารที่รับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เคยขาดอาหารที่มีซัลเฟอร์หรือวิตามินบี12 มาก่อน

การบริโภคไข่ที่เหมาะสม


     แม้ว่าไข่จะมีคุณประโยชน์มากมาย แต่หลายคนก็ยังกังวล ฉะนั้นการกินไข่ในปริมาณที่เหมาะสมกับวัย ควบคู่กับการออกกำลังกายเป็นประจำจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี โดยคนแต่ละวัยสามารถบริโภคไข่ได้ดังนี้

     - เด็กอายุ 1 ปีจนถึงเด็กวัยเรียนสามารถบริโภคไข่ได้วันละ 1 ฟอง
     - ผู้ใหญ่ที่มีภาวะร่างกายปกติสามารถบริโภคไข่ได้ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์
     - คนวัยทำงานสุขภาพดี สามารถบริโภคไข่ได้วันละ 1 ฟองทุกวัน ไม่เพิ่มคอเลสเตอรอลและไม่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
     - กลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ หรือโรคที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงสามารถบริโภคไข่เพียง 1 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์



Read more ...

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

7 อุปนิสัยของผู้ทรงประสิทธิผลสูง

7 อุปนิสัยผู้ทรงประสิทธิผลสูง
อุปนิสัยที่ 1 Be Proactive

คือ การที่เราเองต้องเป็นผู้ริเริ่ม กำหนด หรือ เลือก สิ่งต่าง ๆ ที่เราจะทำเอง

เคล็ดลับ ชีวิตเรา เราต้องเป็นผู้กำหนด อย่าให้สภาพแวดล้อมต่าง ๆ มาทำให้เราไขว้เขว ต้องมั่นใจต้องมี "สติ" ในการเลือกทำอะไรทุกครั้ง และพร้อมจะรับผลจากสิ่งที่เราเลือกนั้นไม่ว่าดีหรือร้ายอย่างองอาจ

อุปนิสัยที่ 2 Begin with the End in Mind

คือ การนำผลลัพธ์สุดท้ายที่เราต้องการเป็นตัวตั้ง โดยสร้างให้เป็นภาพที่ชัดเจนในใจเรา

เคล็ดลับ คนเราต้องมีเป้าหมายในชีวิต ว่าสุดท้ายเราต้องการเป็นอะไร โดยเราต้องสร้างภาพนั้นออกมาให้ชัดเจน พยายามจินตนาการถึงภาพแห่งความสำเร็จในวันนั้นของเราว่าจะเป็นอย่างไร เขียนออกมาให้ชัดเจน และมุ่งมั่นตั้งใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในชีวิตที่เราตั้งใจไว้แล้ว 

อุปนิสัยที่ 3 Put First Things First

คือ การเลือกทำในสิ่งที่สำคัญก่อน ตามปกติ คนเราจะพบกับเรื่องต่าง ๆ 4 แบบ คือ

3.1 เรื่อง "สำคัญ" และ "เร่งด่วน"
 

3.2 เรื่อง "สำคัญ" แต่ "ไม่เร่งด่วน"
 

3.3 เรื่อง "ไม่สำคัญ" แต่ "เร่งด่วน"
 

3.4 เรื่อง "ไม่สำคัญ" และ "ไม่เร่งด่วน"

เคล็ดลับ เราทุกคนต่างมีเรื่องที่ต้องให้ทำมากมาย แต่คนที่มีประสิทธิภาพนั้น เขาจะมีการวางแผนที่ดีรู้ว่าเรื่องไหนสำคัญ เรื่องไหนไม่สำคัญ แล้วเลือกทำเรื่องที่ควรจะทำ

อุปนิสัยที่ 4 Think Win /Win

เป็นแนวคิดในเรื่องการทำงานหรือใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ที่ต้องมีแนวคิดที่ชนะทั้งคู่แนวคิดแบบwin win นี้เป็นแนวคิดในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน

เคล็ดลับ การที่เราจะชนะได้ไม่จำเป็นต้องทำให้คนอื่นแพ้ เราต่างชนะไปพร้อมๆ กันได้

อุปนิสัยที่ 5 Seek First to Understand, Then to Be Understood 

คือ การเข้าใจผู้อื่นก่อนที่จะให้ผู้อื่นมาเข้าใจเรา ซึ่งทักษะที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เรามีอุปนิสัยนี้ คือ "การฟัง"

เคล็ดลับ คนที่มีเสน่ห์คือ คนที่เข้าใจผู้อื่น ดังนั้น ฟังให้มากขึ้นพูดให้น้อยลง และที่สำคัญการฟังนั้นต้องฟังเพื่อเข้าใจผู้อื่นจริงๆ

อุปนิสัยที่ 6 Synergize

คือ การผนึกพลังผสานความต่าง โดยการร่วมมือกันกับคนอื่นอย่างสร้างสรรค์ยอมรับในคุณค่าของตนเอง แต่ต้องประมาณตนและไม่หลงตนเอง

เคล็ดลับ ยอมรับว่าความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา และต้องคิดเสมอว่าเราจะนำจุดเด่นของแต่ละคน มาเสริมให้เกิดประโยชน์ซึ่งกันและกันได้อย่างไร

อุปนิสัยที่ 7 Sharpen the Saw

หมายถึง การต้องหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งการพัฒนาตนเองสามารถทำได้ใน 4 เรื่องคือ

- ด้านร่างกาย เช่น การออกกำลังกาย, การพักผ่อน

- ด้านปัญญา 
เช่น การอ่านหนังสือ, การเดินทาง

- ด้านจิตวิญญาณ
 เช่น การอยู่กับธรรมชาติ, การได้ทบทวนเป้าหมายในชีวิต

- ด้านสังคม
 เช่น การสร้างวุฒิภาวะในการเข้าสังคม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น

เคล็ดลับ เมื่อก่อนมีคำว่า "ถ้าเราหยุด ก็เหมือนกับถอยหลัง" แต่ตอนนี้ "แค่เราเดินก็เหมือนถอยหลังแล้ว เพราะคนอื่นเขาวิ่งกัน!! "

7 อุปนิสัยนี้ ทำแล้วไม่ได้บอกว่าเราจะเป็นผู้สำเร็จในชีวิต แต่จะพัฒนาเราให้มีประสิทธิผลที่สูงขึ้น โดยพัฒนาเราจากการที่เป็นคนที่ "ต้องพึ่งคนอื่น" สู่การเป็นคนที่สามารถ "พึ่งพาตนเองได้"...จากนั้นพัฒนาสู่การเป็น "คนที่ให้คนอื่นได้พึ่งพา" ...ดังนั้น วันนี้อยากจะให้ทุกท่านถามตนเองว่า เราจะเปลี่ยนอุปนิสัยของเราให้เป็นแบบผู้ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนอื่นได้พึ่งพาได้หรือยัง ?

นี่คือบทสรุปสั้นๆ ของหนึ่งในหนังสือด้านการพัฒนาตนเองที่ผมประทับใจ
Read more ...

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

มหัศจรรย์ "น้ำมันปลา"

น้ำมันปลา(Fish oil)


มีคุณลุงคนหนึ่งมาซื้อยาลดความดันที่ร้านขายยาของผม และได้นำตัวอย่างยาจากโรงพยาบาลมาให้ดู หลังจากการซักถามประวัติ พบว่า...คุณลุงเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาหลายปีแล้ว กินยาลดความดันของคุณหมอจากโรงพยาบาลมาตลอด หลังจากจ่ายยา แนะนำวิธีการกินยา การกินอาหาร รวมถึงการปฏิบัติตนเพื่อหลีกเลี่ยงสาเหตุการเกิดความดันโลหิตสูง

ผมได้แนะนำให้คุณลุงกิน น้ำมันปลา (Fish Oil) แคปซูล เพิ่มเติมเข้าไป โดยให้กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง พร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันที (เป็นขนาดการกินที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง)

ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ผ่านไปคุณลุงคนเดิมกลับมาที่ร้านยาอีกแล้วบอกว่า "ขอน้ำมันปลา 1 กระปุก !!" โดยเอาตัวอย่างมาให้ดู (ครั้งแรกผมต้องแนะนำแต่ครั้งนี้มาซื้อเองเลย !!) เมื่อสอบถามคุณลุงก็บอกกับผมว่า "เพิ่งไปตรวจความดันที่โรงพยาบาลมา แล้วคุณหมอก็ลดยาความดันจากหลายตัวมาสองตัวมาเหลือตัวเดียว" (หมายว่าควบคุมความดันได้ดีขึ้น ถึงลดยาได้)

หลายๆคนอาจจะได้ยินเกี่ยวกับ "โรคความดันโลหิตสูง" มานาน แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่า โรคนี้ถ้าควบคุมไม่ได้จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้หัวใจขาดเลือด อาจถึงขั้นหัวใจวายตายได้ !!! หรือ โรคหลอดเหลือดสมองตีบ แตกเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ไปตลอดชีวิต !!! และยังมีโรคอื่นๆอีกมากมาย ให้สาธยายคงไม่จบ

ดังนั้นเพียงแค่เรากินน้ำมันปลา แคปซูลได้ทุกวัน เราก็จะปลอดภัยจากโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองตีบตัน ถึงแม้จะไม่ถึง 100% ก็เถอะ


สรุป "น้ำมันปลา (fish oil)" มีประโยชน์ ดังนี้

1.ป้องกันโรคหัวใจและสมองขาดเลือด
2.ช่วยลดความดันโลหิต
3.ช่วยลดไขมันในเลือด
4.ป้องกันโรคหลอดเหลืออุดตัน
5.ช่วยลดอาการปวดข้อ จากโรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์
6.บำรุงสมองจากโอเมก้า 3


คุณประโยชน์จาก น้ำมันปลา ยังมีอีกมาก แต่ที่มีผลการวิจัยออกมาเด่นๆก็ 6 ข้อนั้นที่กล่าวไป สำหรับตัวผมเองกินอาหารเสริมหลายอย่างมาก  

ผมกินน้ำมันปลาวันละ 1-3 แคปซูล ทุกวัน ซึ่งถือเป็นตัวหลักที่ผมเลือกในอันดับต้นๆ เพื่อการดูแลสุขภาพตนเอง และก็ได้แนะนำให้คนในครอบครัวกินกันเสมอ ดังนั้นผมจึงอยากชวนเพื่อนๆ ให้มาดูแลสุขภาพตัวเราและคนรอบตัวด้วยการกินน้ำมันปลากันเถอะครับ
Read more ...

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

ผู้หญิงโพสรูปบน Facebook เยอะๆเพราะ.....???

เฟซบุ๊ค_ผู้นำธุรกิจเครือข่ายสีขาว

ผมเชื่อว่าทุกท่านที่ท่องโลกเฟซบุ๊ค (มากกว่า 600 ล้านคนแล้วขณะนี้) อาจเคยเห็นหญิงสาวหน้าตาดีหลายคนที่โพสรูปตนเองไว้เยอะมาก...บางทีเยอะยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไร เพราะคนๆนั้นอาจไปเที่ยวหลายแห่ง หลายสถานที่ หรือมีเพื่อนหลายคน จึงจะเก็บไว้เป็นความทรงจำก็ไม่เสียหายอะไร...แต่ประเด็นคือบางคนโพสรูปเกือบจะทุกมุมมองของตนเอง สถานที่เดิม มุมเดิมๆ (ในห้อง) และส่วนใหญ่ทำตาแป๋วเหมือนเดิม +_+

จากผลการวิจัยทางวิชาการ เรื่องจิตวิทยาและพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ของบรรดาอาจารย์จากมหาวิทยาลัยทั้งในนิวยอร์ค เท็กซัสและฮาวาย พบว่า ผู้หญิงโพสรูปบนเฟซบุ๊คเยอะๆเพราะ...? 

อยากตกเป็นเป้าสายตาของคนอื่นให้มากที่สุด ผู้หญิงกลุ่มนี้จะมีนิสัยการมองคุณค่าของตัวเองจากรูปลักษณ์ภายนอก จึงมักจะโพสรูปภาพของตนเองจำนวนมากบนเฟซบุ๊ค ด้วยเหตุผลดังกล่าว

นักวิจัยคนหนึ่ง ถึงกับกล่าวผิดหวังที่เห็นหญิงสาวจำนวนมากยุคนี้ตีคุณค่าของตนเองจากรูปลักษณ์ภายนอก และทำให้หลายๆคนกระหน่ำโพสรูปตนเอง ไม่ต่างจากการโฆษณาเชิญชวนให้เป็นที่น่าสนใจ

สิ่งนี้นี่เอง เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผู้หญิงถึงโพสรูปมากกว่าผู้ชายถึง 5 เท่า !! โดยเฉลี่ย ซึ่งอ้างอิงจากกลุ่มตัวอย่างวัย 23.3 ปี จำนวนทั้งสิ้น 311 คน

ผมคิดว่า ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกตรงไหน ไม่มีการวิจัยเรื่องนี้เราก็พอเดาได้...แต่การวิจัยนั้นทำให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น...สังคมเรานั้นแต่ไหนแต่ไรมาก็ยกย่องคนสวย มากกว่าคนฉลาด ยกย่องคนเก่ง มากกว่าคนดี อยู่แล้ว 

เรื่องของความสวย...ดูง่ายที่สุดก็เวทีการประกวดต่างๆไงล่ะ ประกวดนางงาม มิส มิส มิส ทั้งหลายนี่ปีนึงเยอะสสส (ใส่ S เข้าไปด้วย)...ส่วนเรื่องของความเก่ง ดูรายการ "เดอะสตาร์" "เอเอฟ" "ตี 10" และล่าสุดรายการ "ไทยแลนด์ก็อดทาเล้น" 

ดังนั้น จึงไม่ใช่สิ่งที่แปลกเลย ที่คนจะยกย่องทั้งคนสวย และคนเก่ง ซึ่งผมก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร และแต่ละรายการก็ให้ความบันเทิงได้ดี...แต่วันนี้เราอาจกำลังขาดรายการที่ พัฒนาทางด้าน"ความคิด"กันอยู่หรือเปล่า และ "ความคิด" ไม่ใช่หรือ ที่จะทำให้ครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศชาตินั้นดีขึ้น ???

"คนสวย...แต่ไม่ฉลาด...ก็เหมือนนกปีกหักไปข้างหนึ่ง
คนเก่ง ฉลาด...แต่เลว...เกิดมาก็เสียชาติเกิด
คนดี...จงพัฒนาตนเองให้เก่งเถิด...เพื่อโลกของเรา"
กิตติชาญ ผู้นำธุรกิจเครือข่ายสีขาว &
อาจารย์สอนอินเตอร์เน็ตเพื่อการทำธุรกิจจากที่บ้าน
Read more ...

ติดตามบทความใหม่ๆ จากผมทางอีเมล์