วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

5 ข้อคิดด้านการลงทุน จากมหาเศรษฐีระดับโลก


ถ้าเป็นคนในวงการการเงินและหุ้นคงไม่มีใครไม่รู้จัก Warren Buffett ชายผู้ติดอันดับหนึ่งในมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก ซึ่งทุกคนที่ได้รู้จักกับเค้าจะต้องชื่นชอบในความคิดของเค้าแน่ ๆ เพราะด้วยผลตอบแทนทบต้นทบดอกจากการลงทุนในหุ้นย้อนหลัง 20 ปี ตกเฉลี่ยปีละ 23% ทำให้คนในวงการเรียกเค้าว่า “เทพที่ยังมีชีวิต” ซึ่งจะหาใครมาโค่นล้มตำแหน่งนี้คงเป็นไปไม่ได้อีกแล้วในปัจจุบัน วันนี้เราจะมาเปิดแนวความคิดของเทพองค์นี้กันว่า เค้ามีความคิดยังไง เพื่อที่พวกเราจะได้เอาไปทำตาม ต่อยอดการลงทุนและการใช้ชีวิตของตัวเองได้ดีขึ้นนั่นเองครับ
.
1. กลัวเวลาคนอื่นโลภ โลภเวลาคนอื่นกลัว
แนวความคิดแรกของ Warren Buffett ที่ทำให้เค้ากลายเป็นมหาเศรษฐีแบบทุกวันนี้ได้ก็คือ การไม่เปลี่ยนแปลงความคิดตัวเองเพียงเพราะตลาดที่แปรปรวน Warren Buffett บอกไว้ว่า คนเราชอบถูกอารมณ์ของตลาดครอบงำ ทำให้ขาดความเป็นกลาง ไม่มองอะไรด้วยความรอบครอบ คิดแต่จะตามกระแส จนสุดท้ายก็ทำให้ตัดสินใจพลาด
.
2. ไม่กระโดดข้ามรั้ว 7 ฟุต แต่มองหารั้ว 1 ฟุตเพื่อเดินข้าม
แนวความคิดที่ Warren Buffett เคยกล่าวไว้ และสามารถนำกลับมาใช้เตือนสติพวกเราได้อยู่ตลอดเวลาก็คือ การทำอะไรแบบไม่รีบร้อน ไม่เร่งทำในทันที ต้องผ่านการประเมินสถานการณ์มาอย่างดีว่าคุ้มค่าที่จะทำลงไปจริง ๆ และสุดท้ายจึงเลือกทางเลือกที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุด ง่ายที่สุด ไม่ฝืนตัวเองจนเกินไป และไม่เสี่ยงมากจนมองไม่เห็นหนทาง
.
3. ซื้อสินค้าในช่วงที่ตลาดลดราคา
Warren Buffett มองการลงทุน มองการเล่นหุ้นเหมือนการซื้อสินค้า นักลงทุนทุกคนควรซื้อหุ้นในช่วงที่ราคากำลังลดลง เพราะมันไม่ได้หมายความว่าคุณค่าของมันจะลดลงตามไปด้วยเสียหน่อย กลับกันคุณค่าของมันก็ยังคงเท่าเดิม เพราะฉะนั้นทางที่ดีก็อดใจรอและซื้อในช่วงที่มันราคาถูกแทนดีกว่า
.
4. อย่าไปเชื่อใคร ให้ไว้ใจตัวเองพอ
Warren Buffett เคยกล่าวไว้ว่า “วอลสตรีทคือสถานที่เดียวที่คนขับโรลส์-รอยซ์ไปขอคำแนะนำจากคนที่ขึ้นรถไฟใต้ดิน” นั่นหมายความว่า ถ้ามีคนที่เก่งจริง แนะนำหุ้นให้เราได้จริง ซื้อตามแล้วรุ่งหมด คำถามคือ ทำไมคนพวกนั้นเค้าถึงยังไม่รวยล้นฟ้าจนมีชื่อขึ้นหน้าหนึ่งสักที เพราะฉะนั้นการจะเชื่อใจใครสักคนควรหันกลับมามองด้วยว่าพวกเค้าเป็นใคร น่าเชื่อถือแค่ไหน แล้วมันจะไม่ดีกว่าเหรอถ้าเราจะเชื่อในตัวเองมากกว่าจะไปเชื่อใครที่ไหนก็ไม่รู้น่ะ
.
5. ไม่ลืมบุญคุณ แก่คนที่ให้โอกาส
Warren Buffett พูดเสมอว่า “ใครบางคนได้นั่งใต้ร่มเงาในวันนี้ เพราะมีคนปลูกต้นไม้ไว้เมื่อนานมาแล้ว” ซึ่งเค้าก็หมายถึงอาจารย์ของเค้านั่นเอง การที่เค้าประสบความสำเร็จด้านการลงทุนแบบทุกวันนี้ส่วนหนึ่งมาจากอาจารย์ของเค้า ซึ่งเค้าก็แบ่งปันความรู้ทำให้คนรอบข้างประสบความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา ทำให้ Warren Buffett เป็นนักลงทุนที่น่าเอาเป็นแบบอย่างอย่างยิ่งเลยล่ะครับ

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2560

ไขทุกข้อสงสัยที่ว่า Bitcoin คืออะไร ?

ในหมู่ของนักธุรกิจ นักลงทุน หรือคนที่สนใจเรื่องการเงินอยู่บ้าง พักหลัง ๆ ก็คงจะเคยได้ยินคำว่า Bitcoin แทรกเข้ามาในชีวิตอยู่เป็นระยะ จนอดสงสัยไม่ได้ว่า เจ้า Bitcoin ตัวนี้มันคืออะไรกันแน่ แต่ยิ่งค้นเท่าไหร่ก็ยิ่งงงมากขึ้นเท่านั้น
.
เมื่อข้อมูลทุกอย่างกลับถาโถมเข้ามาอย่างชนิดที่ว่าไม่ทันตั้งตัว อ่านได้ไม่ถึงครึ่งเรื่องก็ต้องไปพักสมองกันยาว ๆ ก็แน่ล่ะครับ ข้อมูลมันน่าเบื่อซะขนาดนั้น แต่วันนี้ด้วยกับเรื่องเดียวกัน แต่เปลี่ยนคนเล่า ผมจะพาทุกคนไปรู้จัก Bitcoin ว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ขอบอกเลยว่า สนุกและเข้าใจกว่าทุกที่แน่นอน
.
Bitcoin คือสกุลเงินออนไลน์แบบหนึ่ง ถูกกำหนดขึ้นมาให้ใช้ซื้อนู่นซื้อนี่เหมือนเงินทั่วไปนั่นแหละครับ แถมยังสามารถเอามาแลกเปลี่ยนเป็นเงินสกุลต่าง ๆ ออกมาให้ใช้กันได้อีกด้วย แต่ถ้ามันสามารถทำอะไรได้เหมือนเงิน
.
แล้วทำไมเราถึงต้องใช้งาน Bitcoin กันด้วยล่ะ? ข้อดีของมันต้องมีแน่อยู่แล้วครับ โดยเจ้า Bitcoin นี้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ ข้อดีของมันจึงเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ทำร้านค้าออนไลน์อย่างยิ่ง ไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องพกบัตรเครดิต เพียงมีสมาร์ทโฟนสักเครื่อง ก็เสมือนมีเงินอยู่ในมือ
.
นอกจากนั้นแล้ว Bitcoin ยังมีขั้นตอนในการทำธุรกรรมที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใครที่สนใจอยากสมัครใช้งาน Bitcoin ก็สามารถสมัครผ่านทางออนไลน์ได้เลย ไม่ต้องใช้เอกสารใด ๆ ทั้งสิ้น จะทำธุรกรรมอะไรก็ไม่ต้องไปแบงก์ให้เสียเวลา ทำผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทันที
.
การทำธุรกรรม โอน Bitcoin นั้นสามารถทำได้โดยผ่านระบบของ Blockchain ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูงมาก (ใครยังไม่รู้จัก Blockchain ย้อนกลับไปอ่านบทความที่แล้ว คลิก!)
.
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความเสี่ยงของสกุลเงิน Bitcoin ก็ยังมีอยู่ไม่หายไปไหนนะครับ เพราะมันอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาว่า วันหนึ่งเงิน Bitcoin อาจล้มลงจนไม่เหลือคุณค่าอะไรเลย เท่ากับสิ่งที่เราลงทุนลงแรงไปทั้งหมดนั้นกลับเป็นแค่ความว่างเปล่า เนื่องจากมันไม่มีการควบคุมของธนาคารกลาง หรือภาครัฐ ทำให้ความผันผวนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อนั่นเองครับ
.
แต่ที่ซีเรียสไปมากกว่านั้นและทุกคนต้องให้ความระมัดระวังในการใช้ Bitcoin ก็คือ คุณต้องตรวจสอบพฤติกรรมการโอนเงิน Bitcoin อย่างละเอียด และต้องมีความเข้าใจด้านกฎหมายด้วย เพราะในบางครั้งอาจมีการตีความได้ว่าเราใช้ช่องทาง Bitcoin ในการฟอกเงิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ทำให้เราต้องศึกษาเรื่องนี้กันอย่างถี่ถ้วนนิดนึงครับ
.
ที่สำคัญห้ามลืมเด็ดขาดว่า Bitcoin ไม่ถือเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย มันไม่มีค่าในตัวเอง เป็นแค่การกำหนดมูลค่าในการแลกเปลี่ยนขึ้นมาเฉย ๆ ปราศจากการควบคุมของธนาคารกลางหรือของรัฐ เพราะฉะนั้นเราอาจจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษก่อนที่จะเริ่มต้นเข้าสู่โลกเงินตราดิจิทัลที่ชื่อว่า Bitcoin ตัวนี้ด้วยนะครับ
.
ในส่วนตัว ผมเองมีการซื้อ Bitcoin เก็บเอาไว้ส่วนนึง ตามหลักการลงทุน "ใส่ไข่ไว้ในหลายตะกร้า"
.
มูลค่าของ Bitcoin ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีมูลค่าเติบโตขึ้น จาก 600 USD. ต่อ 1 BTC มาเป็น 1,000 USD. ต่อ 1 BTC จากวันที่ผมเขียนบทความอยู่นี้ (02/01/2517) .. ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่น่าตื่นเต้น สำหรับนักลงทุนมาก ๆ สอดคล้องกับ นโยบาย ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ โดนัล ทรัมป์ ที่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ .. เพื่อน ๆ หลาย ๆ คนในกลุ่มนักลงทุน ที่ผมคลุกคลี ถึงดีใจกันถ้วนหน้ากันเลยทีเดียว.
.
นักปราชญ์ ได้กล่าวเอาไว้ว่า "ในร้ายยังมีดี ในดียังมีเสีย" หากจะเล่น Bitcoin ก็ต้องหาคนที่รู้จริง ให้เขานำทาง จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก .. ถ้าท่านมีคนรู้จักที่เชี่ยวชาญ เรื่องนี้ก็ลองสอบถาม และขอความรู้ ขอเข้าเรียนกับเขา ให้เขาโค้ชดูครับ เพราะ "การลงทุนในความรู้ให้ผลตอบแทนสูงสุด !" (เบนจามิน แฟรงคลิน กล่าวไว้) .. แต่ถ้าไม่มี ผมยินดี ให้คำปรึกษาเรื่อง Bitcoin สามารถสอบถามผมมาได้ที่ Inbox FB

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559

5 นิสัย สร้างอิสรภาพทางการเงิน

“อิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom)” ซึ่งหมายถึงการมีอิสระในการดำรงชีวิตในแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องทำงานประจำหรือไม่ต้องกังวลใดๆ เรื่องเงิน เนื่องจากมีฐานะการเงินมั่นคง มีเสถียรภาพและปลอดภัยสูง ซึ่งคนธรรมดาอย่างเราท่านนั้นต่างโหยหาโดยไม่รู้ว่าจะสามารถเกิดขึ้นจริงได้หรือเปล่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามหากเรามีความพยายามอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ บทความนี้ขอเสนอนิสัยที่จะทำให้ท่านสามารถสร้างอิสระทางการเงินได้

ออมให้เป็นนิสัย
ออมเงินอย่างมีวินัยต่อเนื่องกัน อย่างน้อยในสัดส่วน 10% ของรายได้ และตั้งเป้าหมายเลยว่าเราต้องออมให้ได้อย่างน้อย กี่ปี เพราะถ้าเราคิดอยากจะมีอิสรภาพทางการเงิน เราต้องเริ่มจาก “วินัย” ที่ดีก่อนนั้นเอง และการออมเงินนั้นจะช่วยให้เราทราบถึงวิธีการวางแผนการใช้จ่ายได้อีกทางด้วย


หยุดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
เลิกนิสัยอยากได้แต่ให้ดูว่าสิ่งไหนจำเป็นต้องใช้ ซึ่งนิสัยนี้ส่วนมากจะเป็นกับคุณผู้หญิง มิน่าล่ะผลิตภัณฑ์ต่างๆถึงได้มีคุณผู้หญิงเป็นเป้าหมาย ดังนั้นหยุดใช้จ่ายมั่วซั่ว หยุดล้างผลาญในสิ่งที่ไม่ควรใช้ ลด ละ เลิกในสิ่งที่ยั่วยวนจิตใจ เพราะกิเลสในวันนี้อาจจะทำให้เราไม่มีเงินใช้ในวันหน้าโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้


สร้างรายได้มากกว่าหนึ่งทาง
มีเงินออม ลดรายจ่าย สุดท้ายคือเพิ่มรายได้ ดังนั้นเราต้องพยายามสร้างรายได้ให้มากขึ้นกว่ารายได้ประจำ ลองถามตัวเองดูครับว่า “ถ้าวันนี้เราไม่มีงานทำ แล้วเราจะทำยังไงเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตัวเอง” ถ้าหากยังไม่มีคำตอบในใจ ถือว่าอันตรายมากเลยทีเดียว


หาความรู้ในสายอาชีพ
หากเรายังไม่เก่งเรื่องลงทุน หรือยังไม่มั่นใจที่จะลงทุน กลัวความเสี่ยง อาจจะลองมองวิธีการอื่นในการลงทุน ลองเลือกที่จะลงทุนในตัวเอง เพื่อสร้างความรู้ความสามารถที่จะแข่งขันในสายอาชีพของเราแทน ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่เลวนัก แต่ถ้าทำไปพร้อมๆกันได้ทั้งสองทางแล้วล่ะก็ รับประกันว่าความสำเร็จคงไม่ไกลอย่างแน่นอนครับ


รีบทำตั้งแต่อายุน้อย
การเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้  ในทุกๆเรื่อง ทั้งเรื่องการออม การลงทุน การศึกษาหาความรู้ แม้จะไม่มีวันสาย แต่ถ้าหากใครเริ่มต้นก่อน รับรองได้ว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง เพราะ “เริ่มก่อนรวยกว่า” รอช้าอยู่ใยรีบตื่นล้างหน้าแปรงฟันแล้วไปเริ่มทำกันเลย ทำก่อน เจ็บก่อน เก่งก่อน แล้วก็รวยก่อนเลยครับ

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Blockchain ระบบการเงินในอนาคตที่ต้องรู้ตั้งแต่ตอนนี้!


ด้วยกับโลกเราที่กำลังหมุนรอบตัวเองอยู่ทุกวัน เทคโนโลยี นวัตกรรมต่าง ๆ ก็ยิ่งพัฒนามากขึ้นเป็นเงาตามตัว อย่างล่าสุดในแวดวงการเงินก็กำลังจับตาและให้ความสำคัญกับ FinTech หรือ Financial Technology ที่กำลังมีบทบาทมากขึ้นทุกขณะ
.
ซึ่งวันนี้ผมจะพาให้ทุกคนไปรู้จักกับระบบทางการเงินแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘Blockchain’ กัน
หลายคนคงเคยได้ยินคำนี้ผ่านหูมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเจ้า Blockchain นี้คืออะไรกันแน่ มันจะมีบทบาทอะไรบนโลกของเรา แต่ก่อนที่เราจะไปรู้จักกับเจ้า Blockchain เรามาทำความเข้าใจกับระบบการเงินแบบเก่ากันก่อนดีกว่าว่ามันเป็นยังไง
.
ระบบการเงินในปัจจุบัน
โลกของเราปัจจุบันนี้มีระบบการเงินที่ขึ้นตรงต่อธนาคารเป็นหลัก ซึ่งตั้งแต่เราเกิดมาเราก็จะคุ้นเคยกับการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางธนาคารต่าง ๆ ทั้งโอน ฝาก รับ ถอน ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการเงินมีการพัฒนามากขึ้น ทำให้คนใช้เงินสดน้อยลง หันมาใช้จ่ายผ่านช่องทางการโอนผ่านทางธนาคารแทน ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ธนาคารเป็นเสมือนตัวศูนย์กลางของระบบเครือข่าย
.
ปัญหาของระบบการเงินทุกวันนี้
แต่เพราะความสะดวกสบายตรงนี้นี่แหละที่ทำให้เราไม่สามารถตามเช็คได้ว่าเงินของเราจะไปถึงตัวระบบศูนย์กลางอย่างที่เราตั้งใจรึเปล่า เพราะอย่างที่เราเห็นตามข่าวว่ามีการแฮ็คระบบบัญชี มีการล่อลวงให้โอนเงิน มีการโจรกรรมทางบัญชีได้ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าตัวเราเองที่เป็นผู้ทำธุรกรรมก็สามารถมีโอกาสตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพเหล่านี้ได้เช่นกัน ทำให้เกิดเป็นระบบทางการเงินรูปแบบใหม่ นามว่า Blockchain ขึ้น
.
ระบบการเงินรูปแบบใหม่ Blockchain
.
Blockchain เป็นระบบทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่มีประโยชน์ สามารถตรวจสอบทุกอย่างได้อย่างโปร่งใส เข้ามาแก้จุดบอดในระบบการเงินปัจจุบันได้อย่างครบถ้วน จากเดิมที่ผมจะโอนเงินไปไหนมาไหน ก็ไม่มีใครรู้ มีแค่เพียงธนาคารเท่านั้นที่เป็นคนทราบข้อมูล แต่ด้วยระบบการเงินแบบ Blockchain นี้ เราจะสามารถรู้ได้เลยว่า ใครโอนเงินหาใคร อย่างไร ซึ่งถ้ามีคนพยายามจะแฮ็คบัญชีเรา เราก็สามารถรู้ได้ทันทีเช่นกัน
.
นอกจากนี้แล้ว Blockchain ยังเป็นระบบทางการเงินที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานติดต่อธุรกรรมทางการเงินกันได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านธนาคารเป็นตัวกลางเหมือนเคย ทำให้ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการโอนไม่ว่าจะอยู่ต่างจังหวัด หรืออยู่ต่างประเทศ ตัดปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมโอนข้ามธนาคารไปได้เลย
.
ซึ่งจากทั้งความปลอดภัยที่มากขึ้น รวมถึงการลดต้นทุนในการทำธุรกรรมทางการเงิน ทั้งหมดนี้เองที่ทำให้ Blockchain เป็นที่สนอกสนใจของคนทั้งโลก และเป็นระบบการเงินรูปแบบใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

"การทำธุรกรรมทางการเงินนั้นสำคัญ แต่ธนาคารไม่สำคัญ"
- บิลเกตส์ -

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ไขความลับ! 6 สิ่งที่คนรวยทำกัน แต่คุณอาจยังไม่ได้ทำ


ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่า
คนที่รวย ๆ มีเงินเยอะ ๆ เนี่ย เค้าทำยังไงกันให้รวย โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้รวยตั้งแต่เกิด เค้าสามารถสร้างตัวเองได้ยังไง บางคนสร้างตัวเองจากศูนย์ บางคนสร้างตัวเองจากชีวิตที่ติดลบ เค้าทำยังไงกัน ทำไมเราถึงไม่เป็นแบบนั้น
นั่งสงสัยไปก็เสียเวลา เพราะวันนี้เรามีคำตอบให้แล้ว มาดูกันเลย
สิ่งที่คนรวยเค้าทำกัน แต่คุณยังไม่ได้ทำ
.
1) เริ่มต้นเร็ว
เริ่มต้นในเรื่องนี้หมายความว่าอะไร หมายความว่า คนรวยเริ่มต้นหาเงินให้ตัวเองเร็ว เริ่มต้นออกจากจุดที่เคยยืนอยู่ (ที่มันทำให้ไม่รวยสักที) เร็ว ยอมที่จะก้าวออกไปเพื่อหาเป้าหมาย และเริ่มต้นพัฒนาตัวเองในหลาย ๆ ทางเพื่อให้ไปถึงฝันที่ตัวเองต้องการ
.
โดยเฉพาะในเรื่องของการลงทุน คนรวยมักจะลงทุนมากกว่าคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของเงินนะ หมายถึงลงทุนเพื่อที่จะเรียนรู้การพัฒนาตัวเอง เพื่อที่จะค้นให้เจอว่าจะสามารถสร้างรายได้อย่างแท้จริงให้ตัวเองได้อย่างไร
.
คนรวยคิดแบบ “เริ่มต้น” ก่อน .. ถึงจะได้รับ “ข้อมูลวงใน” ..ซึ่งนั่น ทำให้พวกเขาได้ “เรียนรู้” ในการลงทุนได้รวดเร็วขึ้น ! .. ดังนั้น ถ้าคุณยังจด ๆ จ้อง ๆ มัวแต่ศึกษา แต่ไม่ลงมือทำซักทีก็จงลงทุนให้เร็ว ในจำนวนที่คุณรับความเสี่ยงได้ (ลงทุนแล้ว ให้นอนหลับสบาย) .. เมื่อทำได้แล้ว “สัญชาตญาณ” ของการเรียนรู้  การเอาตัวรอด และระแวดระวังภัย ของคุณจะถูก “ปลุก” ให้ตื่นขึ้น !
.
2) รายได้แบบ Passive income
คนรวยมักสร้างรายได้ให้กับตัวเองแบบ passive income ลงทุนอะไรสักอย่างที่จะสามารถสร้างรายได้แบบยั่งยืนให้กับตัวเองได้ เหนื่อยก็พักได้ โดยรายได้ไม่หดหาย จะเกษียณเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ตัวเองต้องการ และโลกนี้มีวิธีสร้างรายได้แบบนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น การทำการตลาดออนไลน์ อสังหาริมทรัพย์ การลงทุนสำหรับกองทุนต่าง ๆ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าแบบไหนที่เหมาะกับเรา หรือเราสนใจ หากวันนี้คุณยังยึดติดกับรายได้จากงานประจำอยู่ เราอยากให้คุณลองนึกดูใหม่ โดยการอ่านข้อต่อไปกันเลย
.
3) ยินดีต้อนรับ “โอกาส” ที่เข้ามา
คนที่ประสบความสำเร็จ มั่งคั่งร่ำรวย พวกเขาไม่เคยปิด “โอกาส” ในการรับ “ข้อมูล” ข่าวสารใหม่ ๆ ..พวกเขาเข้าใจดีว่า คนจะมั่งคั่งนั้น ต้องมี 2 สิ่ง มาบรรจบกัน นั่นคือ “ความสามารถ” และ “โอกาส”
.
ดังเช่น นโปเลียน ได้กล่าวไว้ว่า “ความสามารถ ที่ปราศจากโอกาส ก็ไร้ซึ่งความหมาย”
.
เราไม่มีทางประสบความสำเร็จในระดับสูง ๆ ได้ หากปราศจากโอกาส ในการแสดงความสามารถ ทักษะ ความรู้ และภูมิปัญญา .. ดังนั้น สิ่งที่คนรวย ทำก็คือ เขาจะไม่พูดคำว่า “รู้แล้ว” และปิดโอกาสในการรับรู้ “สิ่งใหม่ ๆ”
.
4) มีความนอบน้อมทางปัญญา
เหตุผลที่คนรวย ๆ ขึ้น แต่คนจน ยิ่งจนลง ก็เพราะว่า คนรวย ส่วนใหญ่ เป็นคนที่นอบน้อมถ่อมตน ..แต่คนจน เย่อหยิ่ง ดูถูก ดูแคลนผู้อื่น ..
.
คนรวย จะสนับสนุนให้ผู้คนที่อยู่แวดล้อมเขาได้แสดงความสามารถ ทักษะ และโดดเด่นขึ้น .. คนรวยที่แท้จริง จะไม่มีทางเย่อหยิ่ง หรือ อวดรวย เพราะเขาจะเข้าใจว่า ที่เขามาอยู่จุดนี้ได้ เพราะเขาได้รับการยอมรับ ได้รับความไว้วางใจจากผู้คน ..และผู้คนเหล่านั้น ก็สนับสนุนให้เขาได้ขึ้นมายืนอยู่บนจุดนี้
.
ประเด็นนี้ ตรงกับ วัฒนธรรมองค์กร ของ Google ที่มุ่งเน้นหาคนประเภท “On the fly” ซึ่งเป็นคนที่สามารถปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว .. Google เข้าใจดีกว่า องค์กรของโลกยุคใหม่ จะต้องปรับตัวต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้ และคนเหล่านั้นจะต้องขึ้นมาเป็นผู้นำได้ ในยามถึงสถานการณ์ที่จำเป็น ซึ่งสิ่งนี้ สำคัญกว่า “ไอคิว” หรือ ระดับการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำมากมายนัก
.
นี่คืออีกหนึ่งเหตุผล ที่ทำให้องค์กรของ Google มั่งคั่งร่ำรวยต่อไป
.
5) มีคุณธรรม
.
คุณธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ สิ่งสำคัญ แต่คือ “ทุกสิ่ง”
คนรวย จะให้ “คุณธรรม” ในการดูแลทั้งหมดของชีวิต ..
เวลาทำธุรกิจ คนรวยจะไม่มองเพียงแต่เรื่อง ผลประโยชน์ ของตนเอง และ คู่ค้าเท่านั้น .. แต่คนรวยจะมองผลกระทบต่อโลก และสิ่งแวดล้อมด้วย
.
ดังเช่น The Body Shop ที่ทำธุรกิจโดยยึดมั่นในหลักการ 5 ข้อ คือ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม , ปกป้องสิทธิมนุษยชน , สนับสนุนความนับถือตนเอง , สนับสนุนการค้าระดับชุมชน และต่อต้านการใช้สัตว์ทดลองในผลิตภัณฑ์ .. ด้วยปรัชญาคุณธรรมในระดับสากล จึงทำให้ The Body Shop เติบโตเป็นองค์กรระดับโลก และมั่งคั่ง ร่ำรวยยิ่งขึ้น ๆ
.
6) มีรายได้หลากหลายช่องทาง โดยไม่ยึดติดกับหนทางเดียว
คนรวยไม่ได้มีรายได้ทางเดียว แต่พวกเขามีรายได้หลายทาง ทั้งจากงานประจำ อาชีพเสริม อาชีพอิสระ หรือรายได้ passive income จากการลงทุนต่าง ๆ ของพวกเขา และเมื่อมีรายได้หลายทางมันทำให้พวกเขามีเงินไม่ขาดมือ เศรษฐกิจซบเซา บริษัทไล่ออก พวกเขาก็มีรายได้จากทางอื่นหล่อเลี้ยง เราจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า ถ้าอยากรวย เราจะทำงานประจำอย่างเดียวไปตลอดไม่ได้ เราต้องรู้จักหาอาชีพเสริมและรายได้ทางอื่นด้วย
.
วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า “ถ้าคุณไม่สามารถทำเงินในขณะที่คุณนอนหลับได้ คุณก็จะต้องทำงานไปจนตาย”
.
ยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย คุณมักจะเห็นได้ว่าคนรวยส่วนใหญ่นั้นไม่ได้รวยจากงานประจำ แต่พวกเขารวยจากการลงทุน ดังนั้นหากคุณอยากเป็นอย่างพวกเขา เริ่มมองหาการลงทุนสักอย่างได้แล้ว

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Forex คืออะไร ?

ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกันนี้ ทำให้การบริหารเงินส่วนบุคคล (Personal Finance) เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก มีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่คนทั่วไปจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาเพื่อกอบโกยเงิน และ Forex ก็คือหนึ่งในนั้น ซึ่ง Forex (FX) คือ ตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่นักลงทุนสามารถทำการซื้อขายผ่านทางแพลทฟอร์มออนไลน์ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ ปิดในวันเสาร์-อาทิตย์ โดยแพลทฟอร์มที่นิยมใช้ในการเทรด ก็คือ MT4 , cTrader และ Webtrader

แล้วตลาด Forex นั้นมีขนาดใหญ่แค่ไหนกันหล่ะ?
ตลาด Forex นั้นมีโครงสร้างกระจายจากศูนย์กลาง โดยเปิดให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถเข้าถึงและลงทุนได้ตลอดเวลาผ่านอินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นตลาดการซื้อขายที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลกและปริมาณการซื้อขายต่อวันเฉลี่ยมากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (5 Trillion) ซึ่งถือว่ามากที่สุดในตลาดเงินทุนทั่วโลก


Credit ภาพ : http://www.thaifx.com/

ผู้เล่นที่อยู่ในตลาด Forex
ในตลาดการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ หรือ Forex นั้นมีผู้เล่นมากมายหลากหลายรูปแบบ โดยผู้ค้าหลัก ๆ มีดังนี้

1.ธนาคารกลาง
2.ธนาคารพาณิชย์
3. ธนาคารเพื่อการลงทุน
4.โบรกเกอร์
5.กองทุน
6.องค์กรระหว่างประเทศ
7.นักเก็งกำไรรายใหญ่
8.บริษัทพาณิชย์ที่นำเข้าและส่งออก
9.บริษัทประกันภัย
10.บุคคลทั่วไป

โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราการแลกเปลี่ยนนั้นหลัก ๆ จะเป็นเรื่องของ Supply และ Demand (อุปสงค์และอุปทาน) กลไกการทำงานจะคล้าย ๆ ตลาดหุ้นที่ราคาจะขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย โดยปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลทางตรงและทางอ้อมก็คือ ผลการดำเนินการทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ นโยบายของธนาคารทั้งในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการปรับนโยบายบางอย่าง แม้กระทั่งปัจจัยทางการเมืองก็ส่งผลอย่างมากกับตลาด Forex

โครงสร้างของตลาด Forex
ตลาด Forex จะแตกต่างกับตลาดหุ้นอยู่พอสมควรทั้งในเรื่องของโครงสร้างและปัจจัยหลัก โดยการซื้อขายเงินตราต่างประเทศจะแบ่งออกเป็นหลายระดับ โดยตลาดที่อยู่บนสุดคือตลาดระหว่างธนาคาร ซึ่งเป็นตลาดแบบกระจายจากศูนย์กลางที่ถูกห้อมล้อมด้วยธนาคารพาณิชย์และวาณิชธนกิจขนาดใหญ่ ต่อมาคือธนาคารขนาดกลาง ขนาดเล็กและกองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริษัทพาณิชย์ที่ต้องมีการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ และสุดท้ายก็คือ นักลงทุนรายย่อยทุนทั่วไปแบบเรา

ในส่วนของวิธีการเทรดทำเงินในตลาด Forex นั้น สิ่งที่จะต้องรู้คือในการเทรดแต่ละครั้งตัวเลขจะแสดงเป็นอัตราส่วน โดยสกุลเงินตัวแรกจะเป็นสกุลเงินหลัก(Base Currency) ตามด้วยสกุลเงินรอง(Quote Currency) อย่างเช่นอัตราแลกเปลี่ยนระหว่าง USD/EUR เท่ากับ 0.94328 นั่นหมายความว่า 1 USD(US Dollar) มีค่าเท่ากับ 0.94328 EUR(Euro) โดยคู่เงินที่มีการเทรดบ่อย ๆ ก็จะมี USD,EUR,CHF,JPY,CAD,GBP,AUD โดยการเทรดสกุลเงินนั้นสามารถทำได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง จะมีทวีปใหญ่ ๆ ที่สร้างมูลค่าการซื้อขายสูงที่สุด 3 ทวีปหลักๆ ก็คือ เอเชีย, อเมริกา, และยุโรป

ซึ่งสรุปก็คือ การเทรด Forex นั้นสามารถทำเงินได้อย่างแน่นอน แต่ต้องเรียนรู้หลักการและวิธีการบริหารพอร์ต ,Money Management ,และหาสไตล์การลงทุนของตัวเองให้เจอ ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องไม่ลืมที่จะเรียนรู้และปรับปรุงแผนการของคุณไปตลอดเวลา คุณก็จะสามารถทำเงินจากตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หรือ Forex ได้อย่างแน่นอน