วันศุกร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กว่าจะมาเป็น “นักลงทุนอิสระ” อย่างทุกวันนี้ ..


สวัสดีครับ ผมกิตติชาญ ภคภาพรวงศ์ หรือเรียกผมง่ายๆ ว่า “Sun” .. ผมมีเรื่องเล่าอะไรบางอย่างที่อยากจะบอกกับแฟนเพจ ทุกท่าน


เมื่อ 10 ปี ที่แล้ว ผมเรียนจบ เภสัชกร ด้วยความตั้งใจของพ่อแม่ ที่บ้านมีร้านขายยา และคาดหวัง ว่าผมจะต้องสืบทอดกิจการต่อ


ทว่า .. อาของผม ได้ชวนผมเข้าไปในบริษัทเครือข่าย ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง .. ผมจึงได้เรียนรู้เรื่อง “เงิน 4 ด้าน” ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ทำให้ผมรู้ว่า “เป้าหมาย” ของผมคือการไปอยู่ “ฝั่งขวา” ของ “เงิน 4 ด้าน” นั่นเป็น จุดเริ่มต้น ของการพยายามทุกวิถีทางของผม ที่จะมีอิสรภาพทางการเงินและเวลา


แม้จะจบเภสัชกร แต่การเป็น นักธุรกิจเครือข่าย นั้นไม่ได้ง่ายดายนัก .. ผมพยายามอ่านหนังสือ ค้นหาวิธีการ และเข้าอบรม อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2-3 ปีแรก ผมกลับมาทบทวนตนเอง ก็พบว่า ชีวิตเรายังไม่ไปไหนเลย !


คำว่า “Passive Income” น่ะหรือ !? โอ้ว มันช่างห่างไกล ยิ่งนัก !


หลังจากเรียนจบ และทำธุรกิจเครือข่าย เข้าปีที่ 3 ผมก็เริ่มมี “วิธี” การทำเครือข่ายที่ทรงพลังมากขึ้น เพราะสามารถประยุกต์ใช้ พลังของโลกออนไลน์ สร้างผลลัพธ์ได้ดีขึ้นมาระดับหนึ่ง


ผ่านมา 5 ปี จากเรียนจบ ผมเริ่มมี “ผลงาน” บนโลกออนไลน์ และเป็นที่รู้จักของผู้คน แม่ทีม พ่อทีม คนเครือข่าย ในยุคนั้น ผมจึงเริ่มเปิดคอร์ส เป็นอาจารย์สอนทางด้าน @Social media เพื่อทำการตลาด โดยสอนให้กับผู้ประกอบการ ต่างๆ ทั้งธุรกิจเครือข่าย และ SME ทั่วไป .. ช่วงนั้นผมได้รับงาน บรรยาย นอกสถานที่ ทั้งองค์กร ภาครัฐ และเอกชน ทำให้ผมมีประสบการณ์มากขึ้น ในเรื่องของ การตลาดออนไลน์ สำหรับโลกธุรกิจ


ทว่า เมื่อมองย้อนกลับมา ผมทำธุรกิจเครือข่าย และ ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญ การตลาดออนไลน์ ทั้งสองสิ่งนี้ กลับไม่ได้ ทำให้ “การเงิน” ของผมดีขึ้นมากมายนัก แม้ผมจะทำงานแบบ Full Time ก็ตาม … ผมกลับมาทบทวน “เป้าหมาย” ของผมใหม่ นั่นคือ #อิสรภาพทางการเงินและเวลา ที่ผมมุ่งมั่น แต่ก็ยังไปไม่ถึงสักที


ผมจึงเปิดโอกาสให้ตนเองได้ลอง “ทำสิ่งใหม่” และผมก็เริ่มต้น เมื่อต้นปี 2014


โอกาสใหม่ ครั้งนี้มาพร้อมกับ นักเรียน คอร์ส Social media marketing ของผมคนหนึ่ง ที่มานำเสนอ โปรเจกต์ การลงทุน !


ครั้งแรก ที่เขานำเสนอผมนั้น ผมบอกเขาไปตรงๆ ว่า เงินเริ่มต้น ผมยังไม่มีเลย เพราะเพิ่งเอาไปลงทุน อีก บริษัทหนึ่ง


โปรเจกต์ การลงทุน ที่เขานำเสนอผม นั้นเริ่มที่ ที่เงิน 1,000 $ (ประมาณ 34,000 บาท ณ เวลานั้น) .. ผมบอกเขาว่า “ผมไม่รู้เรื่องการลงทุน” และเงินลงทุนก็ยังไม่มีด้วย !


เขาบอกผมว่า “ผมอยากได้ อาจารย์ มาขยายตลาดกับโปรเจกต์ การลงทุน…...นี้ครับ .. ผมเชื่อว่า อาจารย์สามารถทำได้”


และสุดท้าย หลังจากที่ผมได้ฟังโปรเจกต์ นั้นจนครบถ้วน ผมก็เริ่มเห็น “แสงสว่าง” บางอย่างที่จะทำให้ผมไปสู่เป้าหมายของผมได้ .. ชีวิต การลงทุน อย่างจริงจัง ของผม เริ่มต้นขึ้นใน เดือน กพ. 2014


ทั้งๆ ที่โลกการลงทุน มันอยู่ ฝั่งขวา ของ “เงิน 4 ด้าน” ตั้งแต่แรกแล้ว แต่ผมกลับมีกำแพง กับการลงทุน มาตลอดเวลาเพราะผม มีความเชื่อว่า เราต้องมีเงินเยอะๆ ก่อน เช่น 6-7 หลักขึ้นไป เราถึงจะลงทุนได้ เราจะใช้ “เงินต่อเงิน” ได้ .. แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ !!!


โลกการลงทุน เราจำเป็นต้องมี “ความเข้าใจ” มันให้ได้ก่อน แต่เราจะ “เข้าใจ” มันได้เราจำเป็นต้อง “ลงมือทำ” .. และดีที่สุด คือการเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยๆ นั่นแแหล่ะครับ!


คุณจำเป็นต้องเริ่มต้นให้ "เร็วที่สุด!" เหมือนการขี่จักรยานน่ะครับ คุณไม่สามารถขี่มันเป็นได้ ด้วยการอ่านจากหนังสือเพียงอย่างเดียว!

หลังจากที่ผมได้เริ่มต้น เมื่อ เดือน กพ. ปี 2014 ด้วยเงิน 1,000 $ เนื่องจากผมค่อนข้างที่จะมี “ทักษะ” เรื่องการขยาย ตลาด ขยาย องค์กร เพราะมีประสบการณ์ ทั้ง Network และ Social media marketing มาแล้ว เกือบ 10 ปี .. ผมจึงทำผลงาน ในการขยายตลาด ได้ค่อนข้างที่จะโดดเด่นกับ โปรเจกต์ การลงทุน นั้น .. ทำให้ผมได้รับ “ค่าคอมมิชชั่น” และนำเงินตรงนั้น มาต่อยอดลงทุนต่อ .. ทำให้ผมเริ่มที่จะใช้ “เงินต่อเงิน” ได้


บางคนอาจงง เรื่อง “ค่าคอมมิชชั่น” ผมอธิบายง่ายๆ แบบนี้ครับ เหมือนเราเป็น “Agent” หรือ "นายหน้า" น่ะครับ เราจะได้รับส่วนแบ่ง จาก โบรกเกอร์ เมื่อมีคนมาเปิดบัญชี เทรด หรือ ลงทุน กับโบรกเกอร์ที่เราแนะนำ


ชีวิตของผมดีขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย จากจุดนี้ ผมเริ่มเลิกทำ เครือข่ายอื่นๆ ที่เคยทำ และหันมา โฟกัส กับ การเป็น Agent ในโปรเจกต์ การลงทุน อย่างเต็มตัว !


เสน่ห์ ของการลงทุนในโปรเจกต์ แบบนี้ก็คือ ผมได้รับ Passive Income ตั้งแต่ที่ผมเริ่มต้นลงทุนเลย แม้ว่าผมจะไม่ได้ทำการตลาด หรือแนะนำใครก็ตาม


การเงิน ของผมดีขึ้นเรื่อยๆ และ คนในครอบครัวของผมก็รู้สึกเช่นกัน ! ว่าผมมีความสำเร็จแล้วในระดับนึง


เวลาคนเครือข่าย พูดถึง Passive Income พวกเขาจะพูดกันในเรื่องรายได้ “ต่อเดือน” .. ใช่ครับ ! โปรเจกต์ การลงทุน ที่ผมแนะนำ โบรกเกอร์ เขาจ่าย ปันผลกำไร เป็น “ต่อเดือน” เช่นกัน!


ผ่านไป 1 ปี ผมมีรายได้ ทั้งค่า คอมมิชชั่น จากการแนะนำ โปรเจกต์ และ ปันผลกำไร ในแต่ละเดือน มากกว่า 6 หลักต่อเดือน ติดๆ กันหลายเดือน .. โอ้ว ! นี่หรือ Passive Income ! ผมมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร !?


ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงที่ผม หลงระเริงกับการใช้เงิน .. ผมเลือกซื้อของที่แพงที่สุด ! เข้าสปา ซื้อ สมาร์ทโฟน รุ่นใหม่ล่าสุดด้วยเงินสด ... บัตรส่วนลด ที่แต่ก่อนเคยใช้ ตอนนี้ ไม่เคยมองเลย


จาก ก.พ. 2014 - กลางๆ ปี 2015 ผมทำกำไร จาก โปรเจกต์ นี้ เป็นจำนวนหลายล้านบาท (ไม่ต้องพูดถึงผู้แนะนำผมนะครับ เขาทำกำไร มากกว่าผมหลายเท่าทีเดียว !)


โปรเจกต์เดียว “เปลี่ยนชีวิต” ทางการเงิน กันเป็นหลักร้อยคน ! เท่าที่ผมได้อยู่กลุ่ม คนสำเร็จ .. พวกเขาเปลี่ยนชีวิต ทางการเงิน กันเลยทีเดียว! หลายคนมีเงินในบัญชี 8 หลัก !! ให้ตายเถอะ! เพียงแค่ 1-2 ปี เพียงแค่ “โปรเจกต์ การลงทุน” เดียว พวกเขาเปลี่ยนชีวิต!


แต่ทว่า .. วงการการลงทุน ที่ให้ผลตอบแทนสูงเป็น “รายเดือน” แบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีปัญหา


เมื่อผมมีเงิน แน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่ผมเคยศึกษามาจากหนังสือการลงทุนต่างๆ คือ การกระจายพอร์ตลงทุนไปที่อื่นๆ บ้าง !


โปรเจกต์แรก ที่ผมลงทุน เขาจ่าย ปันผล กำไร เฉลี่ย เดือนละ 4-8% ลองคิดดูสิว่า เวลาผม ลงทุน ในโปรเจกต์ ต่อๆ ไป ผมจะเล่น ปันผล กำไร ที่มากหรือน้อยกว่า ?


ใช่แล้ว ! ผมต้องเลือกที่มันมากกว่า ! ผมกระจายการลงทุน ในอีกหลายโปรเจกต์ ทั้งหลักแสน หลายแสน จนถึง หลักล้าน ! โดย ปันผลกำไร อยู่ที่ 5-30% ต่อเดือน ! .. ผลลัพธ์น่ะหรือ !? ส่วนใหญ่ เจ๊งสิครับ !


แต่ผมคิดถึงคำของ เจ้าสัว ธนินท์ ที่ว่า "ถ้าคุณทำ 10 อย่าง สำเร็จเพียง 3 อย่างก็ถือว่าเก่งแล้ว ทำเยอะก็ยิ่งผิดเยอะ แต่คนที่ไม่เคยทำผิดคือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย" … ถ้อยคำนี้ ปลอบใจผมได้ดีทีเดียว !

ผมลองผิด ลองถูก บาดเจ็บ จนช่วงนึง มึนไปเหมือนกัน ! ผมสูญเงิน เสียหายหลายล้านบาท! .. ความเจ็บปวด ที่น่าเศร้าใจมากที่สุดคือ ตอนที่เราแนะนำ โปรเจกต์ การลงทุน ให้กับ คนในครอบครัว ของเราเอง และ สุดท้าย ต้อง สูญเงินทั้งหมดไป!

ในเรื่องการลงทุน ผมทำหน้าที่เป็น Agent และเมื่อผมพูดเรื่องการลงทุน ในงานสัมมนา ผมไม่เคยที่จะ “รับประกัน” ใคร กับการลงทุน ในทุกโปรเจกต์ กฏของกลุ่มเรา คือ คนที่ลงทุนต้องใช้ “เงินเย็น” ในการลงทุน และ รับความเสี่ยงด้วยตนเองได้ ..


ในกรณี เกิดเหตุไม่คาดคิด การลงทุนนั้น ปิดตัวไป ผมจะทำหน้าที่ตามเงิน ให้ถึงที่สุดเช่นกัน


ในช่วงปี 2015 -2016 เป็นช่วงที่ผม ได้ทำหน้าที่ และตามเงินที่ถูกโกงไป ไม่ว่าจะเป็น โรงพัก กองปราบ DSI ร้องขอความช่วยเหลือจาก ทหาร ขึ้นศาล จนถึง จ้างทนาย .. ผมทำมาทุกอย่างแล้ว ! ตอนนี้ เลยมีคอนเนคชั่น และรู้ กฏหมายเพิ่มเติม เยอะเลยทีเดียว!

ช่วงเวลานี้ ทำให้ผมได้มีบทเรียนเยอะมาก .. ยามที่เรามั่งมี มีเพื่อนหลายๆ คนเดินเข้ามาในชีวิตเรา แต่ยามเราวิกฤติ เราได้เห็นเลยว่า “เพื่อนแท้” คือใคร !?


ขงจื๊อ กล่าวว่าเกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เราไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นได้ทุกครั้งที่ล้มลง


ไอนสไตน์ กล่าวต่อ “คนที่ไม่เคยทำผิดพลาด คือคนที่ไม่เคยทำอะไรใหม่ๆ”


ผมเชื่อในคำสอนนี้ตลอดมา .. มันเป็นไปไม่ได้ ที่เราจะทำ “สิ่งใหม่ๆ” แล้วจะไม่ให้ผิดพลาดเลย !


จากจุดวิกฤติทางการเงิน ความล้มเหลวที่ผ่านมา ทำให้ผมได้ “ประสบการณ์” และมี ตรรกะ ในการวิเคราะห์ โปรเจกต์ การลงทุนมากขึ้น ทำให้ผมผิดพลาดน้อยลง และ พอร์ต การลงทุนของผม กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง


ปี 2016 อิสรภาพทางการเงินและเวลา ของผมกลับมาอีกครั้ง ผมมี Passive Income แบบพอเลี้ยงตัวได้ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ฟู่ฟ่า เหมือนตอนที่ รุ่งๆ ช่วงปี 2014 แต่ผมกลับรู้สึกว่า ตนเองเติบโตขึ้น แข็งแกร่งขึ้น รู้จักใช้เงินมากขึ้น บริหารการเงินได้ดีขึ้น และสามารถเลือกลงทุน ในโปรเจกต์ ที่น่าสนใจ ได้เฉียบคมขึ้น ...

จนถึงวันนี้ ผมจึงได้เส้นทางสายใหม่ในการสร้างธุรกิจ ซึ่งผมเรียกมันว่า "Passive Income Business" และทำให้ผมสามารถยืนหยัดในโลกการลงทุน ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2559

"โชค ลาภ วาสนา เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง" ล้วนเป็นผองเพื่อนกับ "ความซื่อสัตย์"


"โชค ลาภ วาสนา เกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทอง ล้วนเป็นผองเพื่อนกับ ความซื่อสัตย์" - KITTICHARN

ลองมาอ่านเรื่องนี้กันครับ !

♡♡♡ 辭職信裏的十一塊錢 。> เงินสิบเอ็ดเหรียญในซองจดหมายลาออก ♡♡♡

《 ลังเลไม่ได้อีกต่อไปแล้ว จำเป็นต้องไปแล้ว 》

เขาจบสาขาการเงินการบัญชี แต่เมื่อเข้ามาในบริษัทฯแห่งนี้ กลับจับพลัดจับพลูไปเป็นเลขาฯ ของผู้อำนวยการ เลขาฯ ผู้อำนวยการฟังแล้วดูดี แท้จริงแล้ว งานที่ทำก็คือกวาดพื้น รินน้ำ เช็ดโต๊ะ เวลาที่ยุ่งๆ เขาแทบจะกลายเป็นปลาสเตอร์รักษาสารพัดโรค ที่ไหนก็แปะ

พนักงานบริษัทฯประชุม เขาคือพนักงานทั่วไป ผู้บริหารระดับสูงประชุม เขาคือพนักงานบริการ
อีกทั้งบางครั้งยังต้องไปช่วยงานในฝ่ายผลิต บรรจุสินค้าจนเหงื่อไหลไคลย้อย ทุกคนล้วนดูถูกแม้แต่ตัวเขาเองยังดูถูกตัวเอง อยู่ที่นี่เขารู้สึกว่าสุดแสนจะทุเรศ ไม่มีค่าใดๆ กับการที่มีตัวตนอยู่

มีวันหนึ่ง เจ้านายไปต่างประเทศ ต้องอีกสักระยะเวลาหนึ่งจึงจะกลับมา ดังนั้น เขาจึงทำการเขียนจดหมายลาออก มอบให้กับเลขาฯอีกคนหนึ่ง ให้เขามอบต่อให้กับเจ้านาย จากนั้น จัดเก็บของแล้วจากไป

ลาออกแล้ว เริ่มต้นหางานใหม่ ไม่ง่ายเลยแม้แต่นิดเดียว เขาไปสมัครงานกับบริษัทฯ หลายบริษัทฯ ล้วนประสบแต่ความล้มเหลว จนในที่สุดจึงหางานได้ตรงตามที่ตนเองได้ร่ำเรียนมาด้วยความยากลำบาก

ไม่คาดคิด ทำงานในบริษัทฯแห่งใหม่ได้ไม่นาน เขากลับได้รับโทรศัพท์จากเจ้านายบริษัทฯเก่ากะทันหัน เจ้านายต้องการให้เขากลับไป

กลับไป...เขายิ้มอย่างขมขื่น เป็นไปได้อย่างไร กลับไปเพื่อไปทำงานที่ต้องปรนนิบัติผู้คน เขาไม่ยอมกลับไป ดังนั้น เวลาที่เลขาฯของเจ้านายมารับเขา เขาตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ไม่คาดคิดว่าหลังจากนั้น เจ้านายกลับขับรถมารับเขาด้วยตนเอง เขายืนตะลึง เจ้านายพูดว่า " เธอกลับมา
ผมจัดสรรงานให้ที่เธอคาดคิดไม่ถึง อีกทั้งเป็นงานที่เธอใฝ่ฝันไว้ "

เขาได้เป็นหัวหน้าฝ่ายการเงินของบริษัทฯ ผู้บริหารระดับสูงที่แท้จริง เป็นแขนซ้าย~ขวาของเจ้านาย หลังจากที่เขากลับมาก้าวเดียวทะยานสู่ฟ้า ผู้คนในบริษัทฯฮือฮาไม่น้อย ความคาดเดาต่างๆ นานาล้วนมี เพราะว่า ยังไม่เคยมีพนักงานธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งลาออกไป กลับได้รับเกียรติอันสูงสุดเชิญกลับมา

สิ่งที่ยิ่งทำให้ผู้คนคาดคิดไม่ถึงก็คือ เขากลับมาไม่ใช่เลขาฯ ที่เล็กจิ้บจ้อยอีกแล้ว เจ้านายแหกกฎแต่งตั้งเขาเป็นผู้บริหารระดับสูง ทั้งยังให้เขาควบคุมการเงิน ซึ่งเป็นเส้นชีวิตของบริษัทฯโดยตรง นี่ต้องเป็นสายสัมพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ปานใด

ไม่มีใครเข้าใจสาเหตุที่แท้จริง รวมทั้งตัวเขาเอง เขาคิดที่จะถามเจ้านาย แต่ก็อดกลั้นไว้ คิดว่าเจ้านายย่อมต้องมีเหตุผลของท่านเอง

จวบจนกระทั่งหลายปีต่อมา ครั้งหนึ่งไปปฏิบัติภารกิจต่างพื้นที่ ภายในโรงแรมที่พัก เขาร่วมจิบน้ำชากับเจ้านาย เจ้านายอารมณ์ดีขึ้นมา ถามเขากะทันหันว่า " เธออยากรู้หรือไม่ว่า ปีนั้นสาเหตุที่ผมพยายามทุ่มเทสุดแรง เพื่อตามเธอกลับมาหรือไม่ ?"

เขาตอบว่า " ผมคิดอยู่ตลอดเวลา แต่ผมคิดไม่ออกจริงๆ "
" แท้จริงแล้ว เรียบง่ายมาก เป็นเพราะจดหมายลาออกของเธอ " เจ้านายพูด " ภายในซองยังแนบเงินอยู่สิบเอ็ดเหรียญ "

เขาคิดขึ้นมาได้ทันที จริงซิ ก่อนที่เขาจะลาออก ด้วยความเคยชิน เขาได้ทำการคิดบัญชีจากที่เขาไปเบิกเงินมาจากฝ่ายการเงินก่อนหน้า แล้วนำมาหักจากการไปซื้อดอกไม้ทุกวัน หักกลบลบหนี้แล้ว เขายังคงค้างบริษัทฯ อยู่สิบเอ็ดเหรียญ ดังนั้น เขาจึงนำเงินสิบเอ็ดเหรียญนั้น แนบไว้ใน
ซองจดหมายลาออก

เจ้านายพูดว่า " ที่จริงเงินสิบเอ็ดเหรียญมันเรื่องเล็กน้อย แต่ว่า คนผู้หนึ่งที่เตรียมตัวจะจากไป กลับไม่ได้มองข้ามเงินเล็กน้อยก้อนนี้ ซึ่งเป็นเงินของบริษัทฯ ความซื่อสัตย์สุจริตเช่นนี้ ใช่ว่าคนทั่วๆ ไปล้วนมี เธอคิดดู ควบคุมการเงินของบริษัทฯ ยังมีสิ่งที่สำคัญกว่านี้หรือ ?"

做人要老实,對人要誠懇,若然假裝做人,
口不對心,口是心非,就連僅有之福德也給漏盡。

เป็นคนต้องซื่อสัตย์ ต่อผู้อื่นต้องจริงใจ ถ้าหากแกล้งปลอมเป็นคน ปากไม่ตรงกับใจ ปากอย่างใจอย่าง แม้กระทั่งโชคลาภวาสนา อนิสงศ์ต่างๆ ที่มีอยู่ล้วนจะรั่วไหลจนหมดสิ้น

Cr. เรื่องโดย : Niwat Rungvicha


อ่านบทความนี้แล้วเป็นอย่างไรกันบ้างครับ !? ใครที่ยังคิดว่า ตนเองเป็นคน "โชคร้าย" อยู่ ควรจะต้องใช้ "ความซื่อสัตย์" เป็น นโยบายของชีวิต ! ... เรื่องบางเรื่องแม้คิดว่ามันจะ "เล็กน้อย" แต่มันไม่ได้ เล็กน้อย ในสายตา ของคนอื่นเลย

ดังนั้น ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม จงรักษา "ความถูกต้อง" มากกว่า "ความถูกใจ" เมื่อทำได้เช่นนี้จนเป็น "อุปนิสัย" ผมเชื่ออย่างเหลือเกินว่า "โชคชะตา" ของคุณจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน !

วันอังคารที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2557

โลกธุรกิจเครือข่าย VS. โลกการลงทุน

เราลองมาดูกันครับ ว่า 2 ฺBusiness Model นี้แตกต่างกันอย่างไร ? และ ท่านจะ "เลือก" อะไรที่เหมาะกับ ตัวของท่านเอง ?

ความแตกต่าง เรื่องที่ 1 คือ "การเริ่มต้น"

Network => เริ่มต้นด้วยเงินทุนที่ต่ำ
Investor => เริ่มต้นด้วยเงินทุนสูง 

การเริ่มต้น ผมเข้าใจ มาโดยตลอดว่า โลก Invest นั้นต้องสร้างรายได้ Passive จากธุรกิจ Network สัก 6 หลักก่อน และมีเงินทุน 6 หลักขึ้นไป ถึงจะเริ่มต้นไป สู่ฝั่งขวา ของ เงิน 4 ด้าน ... ตลอด 8 ปี ที่ผ่านมา ผมจึงแทบ ไม่ได้ ศึกษา การลงทุน เลย แม้จะอ่านหนังสือมากมายก็ตาม ..

ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผมเข้าใจผิดมาตลอด! ... เพราะ เราสามารถ ก้าวสู่โลกการลงทุน ด้วยเงินทุนเริ่มต้น เพียงนิดหน่อยก็ได้ ไม่ต่างจากธุรกิจ Network เช่นกัน .. ขอเพียง เราไม่หยุดที่จะเรียนรู้ และเข้าอบรมอย่างสม่ำเสมอ 

หลังจาก เข้าใจผิด ผมได้แนวคิดคือ .. ไม่ใช่เรื่องของ "เงินทุน" แต่เป็นเรื่องของ "ความรู้ และ ความเข้าใจ" เพราะ ธรรมชาติ ของมนุษย์ ก็คือ เราจะทำในสิ่งที่เรามี "ความเข้าใจ" แต่จะเข้าใจได้ ก็ต่อเมื่อเรา "ลงมือทำ" เท่านั้น .. 

"อ่านอย่างเดียว แล้วไม่ทำ คือเรื่องเพ้อฝัน .. แต่ถ้าทำ อย่างเดียว แล้วไม่อ่าน คือเรื่องอันตราย"

จงอ่าน เพื่อที่จะรู้ จงทำ เพื่อที่จะเข้าใจ .. เมื่อทำเช่นนี้ได้ ท่านจะสำเร็จ

ความแตกต่างเรื่องที่ 2 คือ "Passive Income"

ถ้าถาม 100 คน ที่เข้าสู่ Network ก็คงจะตอบกันทั้งหมดว่า ต้องการ Passive Income

Network => การจะมี Passive Income คือ ต้องทำให้ ทีม หรือ องค์กร ของเราเติบโต แล้วพวกเขาเหล่านั้น สามารถ สอนงาน และรันระบบ องค์กรต่อๆ ไปได้ โดย ไม่ต้องมีเราอยู่ .. ทว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบอย่าง Network ก็คือ (1) การพัฒนาคน (2) การโยกย้ายเปลี่ยนบริษัท

Model อย่าง Network มีข้อดีก็คือ เราจะได้ พัฒนา "ทักษะด้านคน" เพราะเราต้องทำงาน กับ "คนใหม่ๆ" อยู่ตลอดเวลา ... ถ้าอยู่ในวงการนี้มากพอ เราจะเข้าใจว่า "ทักษะด้านคน" นี้ มีความสัมพันธ์ กับอีกหลายๆ มิติในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม .. และทักษะด้านนี้ จำเป็น เป็นอย่างมาก ที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จ ในทุกๆ เรื่องที่เราทำ

ทว่า .. เมื่อมองในมุม Passive ในวงการนี้ .. การพัฒนาคน นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ กว่าจะทำให้คนนั้น ทำงานแทนเราได้ นั้นต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากในการพัฒนา ทั้งอารมณ์ ความคิด ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา...สิ่งเหล่านี้ ล้วนต้องการ "เวลา" ในการบ่มเพาะ และหลายๆ ครั้ง ที่ขั้นตอนการบ่มเพาะ นั้นไม่ทำให้เกิด รายได้เพียงพอกับการใช้จ่ายใน เส้นทางเดินสู่ Passive Income .. ผู้คนจึงล้มหายตายจากธุรกิจ และ จากเราไปด้วยความเจ็บปวด

ไม่เพียงเท่านั้น บางครั้ง เราเจอคนที่ "ใช่" ที่มีความพร้อม ทุกๆ อย่าง ทั้ง ทักษะและความสามารถ เขาคนนั้น เติบโตขึ้น เป็นคนที่พัฒนาแล้วจนเป็น แม่เหล็กดึงดูด .. เรา "เข้าใจผิด" ว่าเขาจะเป็น Human Asset (ทรัพย์สิน) ของเรา .. แต่ท้ายที่สุด เขาคนนั้น ก็สามารถ ย้ายค่ายได้ อีกเหมือนกัน ..

เพราะความจริง ในโลกธุรกิจ Network ... ผู้นำที่ โดดเด่น มักจะถูก Offer เสมอๆ กับ "โอกาส" ที่ใหม่กว่า สดกว่า แรงกว่า .. และหลายๆ ครั้ง เมื่อโดน Offer แล้ว พอย้ายค่าย ก็จะย้ายแบบทั้งทีม ส่งผลให้ คนทำ Network จะมี Passive จริงๆ นั้นเป็นไปได้น้อยมาก

มาดูทางฝั่ง Invest กันบ้าง

ข้อดี ของ Model อย่าง Invest ในเรื่อง Passive ก็คือ เราสามารถ ที่จะมี Passive Income ได้เลยตั้งแต่เริ่มต้น ที่ลงทุน โดยที่ไม่ต้องรอให้ทีมงานเก่ง หรือทำงาน แทนเราได้ เพราะมีคนบริหารจัดการเงินของเราให้ทั้งหมด ...แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น จะได้ Passive เท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับว่า.. เรามีเงินลงทุนเท่าไหร่ และ ท่านได้เลือก บริษัท ที่ท่านจะเป็น "หุ้นส่วน" ได้ดีเพียงใด

ข้อเสีย ก็อย่างที่เรารู้ๆ กัน เป็นเรื่องของ "ความเสี่ยง" .. เสี่ยงในการสูญเงินลงทุน เมื่อเรา ตัดสินใจผิดพลาด .. ตรงนี้ เราต้องแก้ไขด้วยการมี "ข้อมูล" ความรู้ ให้มากที่สุด .. ไป "คลุกคลี" กับ "ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน" ที่เขามีประสบการณ์ จนถึง พบปะเจ้าของบริษัท รับรู้แนวคิด วิธีคิด ทัศนคติ.. ซึ่งถ้าเรา "เข้าถึง" กลุ่มคนเหล่านี้ได้ "ความเสี่ยง" เราก็จะลดลงไปได้มาก

ความเสี่ยงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราไม่เข้าใจ ในสิ่งที่เรากำลังทำ .. เราต้องศึกษา บริษัท ที่เราจะลงทุน ไม่ว่าเราจะลงทุนในรูปแบบไหน ทุกสิ่งอย่างล้วนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป  

เคยมีคนถามกันเล่นๆ ว่า ระหว่าง เอาเงินไปลงทุน กับ เอาเงินไปให้เพื่อนยืม แบบไหน เสี่ยงกว่ากัน ? คำตอบคือ ให้เพื่อนยืม เสี่ยงกว่า เพราะ ถ้าเพื่อนเชิดเงิน คือ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเพื่อน ... แต่ถ้าบริษัทที่เราลงทุน เจ๊ง หรือปิดไป เราก็จะเสียแค่เงิน ^^ ขำๆ นะครับ 5555555++

ในโลกธุรกิจ ยุคนี้ ผมมีความเชื่อว่า เรา ฉลาด มากขึ้น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะผลกระทบจากการเข้าถึงเทคโนโลยี .. เรามีอาจารย์กูเกิ้ล คอยชี้ทางให้กับเรา ธุรกิจอย่าง Network ก็ปรับประยุกต์ไปตามกาลเวลา มี Business model แบบ Network รวมกับ Invest เข้าด้วยกันมากมาย และเป็นเทรนด์ ของคนทำ Network ยุคนี้

เสน่ห์ ของ Business Model แบบนี้ ก็คือ มันตอบโจทย์ ทั้งนักลงทุน และนักเครือข่าย ได้เป็นอย่างดี

นักลงทุน ที่มีเงิน เยอะๆ อยู่แล้ว แค่ลงทุน ก็ Passive ไปตลอดได้ หากเลือก บริษัท ที่บริหารจัดการเงินได้ถูกต้อง และพื้นฐาน ของบริษัทดี

ส่วนนักเครือข่าย ก็ไม่ต้องกังวล กับการพัฒนาคน ไม่ต้องรอให้คนๆ นั้นเก่ง ถึงจะดูแล องค์กร ให้ไปต่อได้ ไม่ต้องกลัวเรื่องการโยกย้ายสายงาน เพราะ เกมส์ Passive รูปแบบนี้ สามารถชนะ ตั้งแต่เริ่มต้นเลย 

ผมเองได้มีส่วนเข้าไปโลกการลงทุน เมื่อ 8 เดือนที่แล้ว จาก ผู้เชี่ยวชาญด้าน อสังหาฯ ท่านหนึ่ง ... ทุกวันนี้ ผมยังขอบคุณเขาผู้นั้นเป็นอย่างมาก ที่มอบทางสว่างให้ผม ... และ ผมยังขอบคุณตัวเอง ที่โพสต์ คำคมผู้นำ มาตลอด จนคำคมเหล่านั้นเป็นเครื่อง "เตือนสติ" ยามที่ผมเดินทางผิดที่จะเป็นคนไม่สำเร็จ

ไอนสไตน์ กล่าวว่า "หากทำแต่สิ่งเดิมๆ แล้วหวังจะให้ผลลัพธ์นั้นเปลี่ยนแปลง แสดงว่าเราวิกลจริตแล้ว!"

ผมทำแต่ Network มา 8 ปี แต่ ฐานะการเงินของผม ไม่เคยสัมผัส Passive ได้จริงๆ ดังเช่นวันนี้ เลยจริงๆ ทั้งๆ ที่เข้าสู่โลกการลงทุนได้เพียงแค่ 8 เดือน

"ความเสี่ยง อาจทำให้เราผิดพลาดบ้าง
แต่นั่น ย่อมนำมาซึ่ง ความฉลาด ที่เพิ่มขึ้นของเรานั่นเอง"

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

5 วิถีปฏิบัติขององค์กร บนโลกเฟซบุ๊ค


การก้าวเข้าสู่โลกแห่งเฟซบุ๊ค ทำให้บริษัทต่างๆ ทั้งน้อยใหญ่ สามารถสร้างแบรนด์บนเว็บเครือข่ายสังคม เพื่อยกระดับ ในการสื่อสารตัวตน คุณค่า และความน่าเชื่อถือ .. สิ่งหนึ่งที่บริษัทต่างๆ ต้องศึกษาก็คือ การทำความเข้าใจผู้คนบนโลกแห่งนี้ .. 

วันนี้มาดูกันว่า สิ่งที่ผู้คนบนโลก Social media คาดหวังนั้น มีอะไรบ้าง ? และเราควรทำอย่างไร ?

1. ความจริงใจ ลูกค้าบนเฟซบุ๊คต้องการความเป็นส่วนตัวกับกิจกรรมบนเฟซบุ๊ค รวมทั้งความจริงใจของบริษัทบนเฟซบุ๊คที่ติดต่ออยู่ อีกนัยนึงคือบริษัทต้องเข้าถึงง่ายเพื่อแสดงความจริงใจและไม่เปิดเผยข้อมูลนั่นเอง การมีเฟซบุ๊คของบริษัททำให้ติดต่อได้ง่ายขึ้น โดยบุคลิกของผู้ตอบที่ไม่เป็นทางการไปก็ทำให้ดูเข้าถึงง่ายกว่า 

 2. ความโปร่งใส เมื่อบริษัทที่คุณสนใจหรือต้องการติดต่อด้วยมีตัวตนบนเฟซบุ๊ค ทำให้สามารถตรวจสอบความโปร่งใสเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจต่างๆได้ โดยลูกค้าบนเฟซบุ๊คสามารถดูรูปแบบการทำงานและห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดได้ 

3. การมีส่วนร่วม การเปิดให้ลูกค้าบนเฟซบุ๊คได้ออกความคิดเห็นจะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ของบริษัท รวมถึงเป็นการโฆษณาบริษัททางอ้อมให้แก่สาธารณชนอีกด้วย ยกตัวอย่าง แก๊ปได้ขอให้แฟนๆบน เฟซบุ๊คแนะนำเคล็ดลับและการแต่งตัวที่พวกเขาโปรดปราน 

4. ตอบสนองทันที เพราะคนสมัยนี้มักจะมีลักษณะที่ออนไลน์ตลอดเวลา และมีความต้องการให้บริษัทต่างๆเป็นเหมือนกัน ดังนั้นธุรกิจควรมีการลงทุนในด้านนี้ตามความเหมาะสมของบริษัทตน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว 

5. ความสัมพันธ์ระยะยาว ในปัจจุบันแผนการตลาดได้เปลี่ยนจากการวัดจำนวนคลิกหรืออัตราการซื้อขาย ไปเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว เพื่อให้เกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้า โดยเน้นกลุ่มลูกค้าบนทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค โดยนับจากจำนวนผู้ติดตามในทวิตเตอร์หรือจำนวนแฟนๆในเฟซบุ๊ค รวมไปถึงการบอกต่อๆกัน โดยการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว เช่น การให้ส่วนลดสินค้าเพื่อกระตุ้นให้คนมาถูกใจบนเฟซบุ๊คเป็นการสร้างความเชื่อถือมากกว่าเน้นการสร้างกำไรในการซื้อเพียงครั้งเดียว